logging in or signing up download yilmar Download Post to : URL : Related Presentations : Share Add to Flag Embed Email Send to Blogs and Networks Add to Channel Uploaded from authorPOINTLite Insert YouTube videos in PowerPont slides with aS Desktop Copy embed code: Embed: Flash iPad Copy Does not support media & animations WordPress Embed Customize Embed URL: Copy Thumbnail: Copy The presentation is successfully added In Your Favorites. Views: 4262 Category: Travel/ Places.. License: All Rights Reserved Like it (7) Dislike it (0) Added: March 30, 2008 This Presentation is Public Favorites: 3 Presentation Description No description available. Comments Posting comment... By: princespong (22 month(s) ago) ขอบคุณมากนะครับ มีประโยชน์จิงๆ Saving..... Post Reply Close Saving..... Edit Comment Close By: meeteddy (51 month(s) ago) มีประโยชน์มากครับ เพราะเพิ่งเริ่มต้นทำงานเกี่ยวกับธุกรกิจการบินพอดี ถ้าจะ load file จะทำได้ใหมครับ ขอบคุณครับ Saving..... Post Reply Close Saving..... Edit Comment Close By: tawanfah (60 month(s) ago) presentation น่ารักดีและให้ความรู้ด้วย คือถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากจะขอ file ของคุณให้กับน้องนักศึกษาฝึกงานที่สนามบิน ลำปางด้วยได้มั้ยค่ะ เพื่อเป็นเอกสารประกอบหลังจากจบการฝึกงานท ี่สนามบินค่ะ ขอความกรุณาด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ / นภาพร aa_nai@hotmail.com Saving..... Post Reply Close Saving..... Edit Comment Close Premium member Presentation Transcript Slide1: คำศัพท์ในธุรกิจการบินAirline Codes (รหัสสายการบิน) : Airline Codes (รหัสสายการบิน) รหัสสายการบินซึ่งแต่ละสายการบินจะมีรหัสสายการบินซึ่งจะไม่ซ้ำกัน ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวเลข 2 ตัว รหัสสายการบินจะต้องขอจาก IATA (International Air Transport Association) www.iata.org เช่น NW (Northwest Airlines), TG (Thai Airways), CX (Cathay Pacific Airlines), FD (Air Asia) ส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นรหัสสายการบินนี้ใช้กับการเรียกเที่ยวบินของแต่ละสายการบิน เช่น TG043 (สายการบินไทย เที่ยวบินที่ 043) เป็นต้นAirport Codes (รหัสสนามบิน): Airport Codes (รหัสสนามบิน) แต่ละสนามบินจะมีรหัสนามบินเป็นของตัวเอง ซึ่งแต่ละสนามบินจะต้องใช้ไม่ซ้ำกัน รหัสสนามบินจะประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว ออกให้โดย International Standard Organization (ISO) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รหัสสนามบินจะใช้ในการจองตั๋วเครื่องบิน, ติดป้ายกระเป๋าเดินทาง, และการสื่อสารของวิทยุสื่อสารการบิน โดยทั่วไปเมืองที่มีสนามบินเพียงสนามบินเดียวจะใช้ชื่อสนามบินเป็นชื่อเดียวกันกับชื่อเมืองนั้นๆ แต่ในกรณีที่ภายใน 1 เมืองมีมากกว่า 1 สนามบิน แต่ละสนามบินก็จะมีชื่อสนามบินและรหัสสนามบินเป็นของตนเอง และต้องไม่ซ้ำกัน เช่น BKK (Bangkok International Airport), MAN (Manchester International Airport), NRT (Narita Airport), LAX (Los Angles International Airport)Slide4: ผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินจากสนามบิน BKK= Bangkok International Airport ผู้โดยสารจะไปลงที่สนามบิน DXB= Dubai International Airport จากรูป: ป้ายติดกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารCode sharing (การใช้เที่ยวบินร่วมกัน) : Code sharing (การใช้เที่ยวบินร่วมกัน) เป็นการใช้เครื่องบินร่วมกันระหว่างสายการบิน วิธีการนี้จะเป็นการขยายเส้นทางการบิน และความถี่ของเครื่องบินที่ออกเดินทาง และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในการเดินทางในกรณีที่สายการบินที่ผู้โดยสารต้องการเดินทางไม่ได้บริการในบางเส้นทาง ส่วนใหญ่จะมี Code sharing ระหว่างสายการบินที่เป็นพันธมิตรกัน ตัวอย่าง Code Sharing: ตัวอย่าง Code Sharing นายวินิจต้องการเดินทางโดยสายการบินไทย (Thai Airways) ไปที่เมือง Stuttgart ประเทศเยอรมัน ซึ่งทางสายการบินไทยไม่มีเที่ยวบินดังกล่าวให้บริการ แต่เนื่องจากทางสายการบินไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรการบิน Star Alliance ที่มีสายการบิน Lufthansa สายการบินของประเทศเยอรมันเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ดังนั้นทางสายการบินไทยสามารถขายตั๋วเครื่องบินจากสนามบินดอนเมือง (Bangkok International Airport) ไปลงที่สนามบิน Stuttgart ประเทศเยอรมัน โดยนั่งสายการบินไทยไปลงที่สนามบิน Frankfurt ประเทศเยอรมัน แล้วต่อเครื่องบินของ Lufthansa ต่อไปยัง Stuttgart โดยนายวินิจทำการ Check-in กระเป๋าเพียงแค่ครั้งเดียวจากสนามบินดอนเมือง และรับกระเป๋าที่ Stuttgartจากปกติที่นายวินิจต้องทำการ Check-in 2 ครั้ง ถ้าทั้ง 2 สายการบินไม่มีการทำ Code Share จากตัวอย่างดังกล่าวสายการบินไทยทำ Code Share กับสายการบิน LufthansaAirline Policies (ข้อกำหนดของสายการบิน) : Airline Policies (ข้อกำหนดของสายการบิน) สายการบินต่างๆ จะมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะมีข้อกำหนด ดังนี้ Infants (ทารก) คำจำกัดความของทารกในการซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินคือ “บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี โดยนับจากวันที่ขึ้นเครื่องบิน” ซึ่งตั๋วเครื่องบินของเด็กทารกนี้จะไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียในอัตราที่ถูกกว่าผู้ใหญ่ เช่น 10% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่ Slide8: Child (เด็ก) คำจำกัดความของเด็กในการซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินคือ “บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี โดยนับจากวันที่ขึ้นเครื่องบิน” ซึ่งตั๋วเครื่องบินของเด็กนี้จะเสียในอัตราที่ถูกกว่าผู้ใหญ่ เช่น 50% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่Slide9: Unaccompanied minors (การเดินทางตามลำพังของเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี) เด็กสามารถเดินทางโดยเครื่องบินตามลำพังได้ แต่มีข้อแม้ว่าเด็กคนนั้นต้องมีอายุมากกว่า 5 ปี ในกรณีที่เดินทางแบบไม่ต้องมีการเปลี่ยนเครื่องบิน (Direct flight) และต้องมีอายุมากกว่า 8 ปี ในกรณีที่เดินทางแบบต้องมีการเปลี่ยนเครื่องบิน (Connecting flight) โดยทั้งนี้ทางสายการบินจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเด็กเดินทางคนเดียวต่างหากจากค่าตั๋วเครื่องบิน เพราะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษSlide10: Travel with pet (การนำสัตว์ขึ้นเครื่องบิน) ผู้โดยสารสามารถนำสัตว์เลี้ยงไปกับตนเองได้ ซึ่งทางสายการบินอนุญาตเฉพาะสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น เช่น สุนัข แมว กระรอก เป็นต้น ไปในเครื่องบินลำเดียวกับเจ้าของ แต่อยู่ในส่วนท้องเครื่องที่ไว้สำหรับเก็บกระเป๋าใบใหญ่ แต่ทั้งนี้เจ้าของต้องนำใบที่แสดงว่าสัตว์นั้นๆ ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจากสัตวแพทย์ ส่วนสัตว์ที่เป็นอันตรายหรือสัตว์ที่ตัวใหญ่มากจะไม่สามารถไปเครื่องบินลำเดียวกับเจ้าของได้ ต้องไปกับเครื่องบินบรรทุกสิ่งของโดยเฉพาะ (Air Cargo)Slide11: Boarding passes (บัตรขึ้นเครื่องบิน) เป็นบัตรขึ้นเครื่องบินซึ่งจะได้หลังจากที่ผู้โดยสารทำการ Check-in แล้ว บัตรนี้จะแสดงรายละเอียดในการขึ้นเครื่องบิน เช่น สถานที่ปลายทาง, ประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate), เวลาขึ้นเครื่อง (Boarding time), แถวที่นั่ง และที่นั่งของผู้โดยสารคนนั้นๆSlide12: Reconfirm (การยืนยันการขึ้นเครื่องบิน) เป็นการโทรไปยืนยันกับสายการบินก่อนเวลาเครื่องบินออกเดินทาง 48 ชั่วโมง เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราจะเดินทางจริงๆ และเพื่อเป็นการเช็คกับทางสายการบินว่าไฟล์ที่เราจะเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้วSlide13: Baggage (การนำสัมภาระขึ้นเครื่องบิน) ผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระขึ้นเครื่องบินได้ตามที่สายการบินกำหนด โดยทั่วไปแล้วไม่เกิน 7 กิโลกรัม และต้องมีขนาดไม่เกิน 58x34x23 ซม. (กว้างxยาวxสูง) สำหรับกระเป๋าที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบิน และกระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องเครื่อง (Loaded baggage) ไม่เกิน 20 กิโลกรัม สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางชั้นประหยัด, 30 กิโลกรัมสำหรับผู้โดยสารเดินทางในชั้นธุรกิจกิจ (Business class) และ 40 กิโลกรัมสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางในชั้นหนึ่ง (First class) Slide14: Frequent flyer program เป็นการสร้างความจงรักภักดีให้กับผู้โดยสารต่อสายการบิน โดยจะมีการสะสมไมล์เดินทาง เพื่อแลกของรางวัลจากทางสายการบิน เช่น ตั๋วฟรี, การเลื่อนระดับที่นั่งบนเครื่องบิน (Upgrade), แลกของรางวัลอื่นๆ เป็นต้นSlide15: Wait-list (การเป็นตัวสำรองในการเดินทาง) จะเกิดขึ้นเมื่อไฟล์นั้นๆ เต็มแล้ว ดังนั้นก็จะต้องเข้าชื่อเป็นตัวสำรอง เพื่อที่ว่าเมื่อมีคนยกเลิกในเที่ยวบินนั้นๆ ตัวสำรองก็จะได้ที่นั่ง ทั้งนี้ตัวสำรองยังไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารจนกว่าจะได้ที่นั่งบนเครื่องบินAirline Operations (การดำเนินงานของสายการบิน) : Airline Operations (การดำเนินงานของสายการบิน) “Hub and spoke” principle แต่ละสายการบินจะเลือก Hub ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของสายการบินนั้นๆ ที่จะมีเส้นทางการบินมากมาย เพราะเป็นจุดเริ่มของการเดินทางของสายการบินนั้นๆ ส่วน Spoke คือเมืองที่อยู่รอบๆ Hub ซึ่งไฟล์จาก spoke ทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารมาที่ Hub เพื่อส่งต่อผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่องที่ Hub และเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ส่วนใหญ่แล้ว Hub ของสายการบินต่างๆ จะอยู่ที่ประเทศที่สายการบินนั้นถือกำเนิด และบางสายการบินมี Hub มากกว่า 1 เมือง เช่น สายการบินไทยมี Hub อยู่ที่สนามบินดอนเมือง, สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ มี Hub อยู่ที่สนามบินซางฮี, สายการบิน British Airways มี Hub อยู่ที่สนามบินฮีทโทร Slide17: Hub Spoke จากรูป: แสดง Hub และ Spoke ของสายการบิน Aeroflot ซึ่งมี Hub อยู่ที่เมือง Moscow ประเทศรัสเซีย (www.aeroflot.com) Slide18: Load factor เป็นความอัตราส่วนร้อยละสัมพันธ์ระหว่างจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินและจำนวนที่นั่งที่ขายได้ในไฟล์นั้นๆ ซึ่งสายการบินต่างๆ จะต้องมีการเก็บรวมรวมสถิติเอาไว้ว่าไฟล์นั้นๆ ได้รับความนิยมจากผู้โดยสารมากน้อยเพียงใด และอาจจะนำไปเปรียบเทียบกับสายการบินคู่แข่งได้อีกด้วย เช่น เครื่องบินไฟล์หนึ่งมีที่นั่งทั้งหมด 200 ที่นั่ง และมีคนนั่งจริงในไฟล์นั้นทั้งหมด 150 คน ดังนั้น Load factor จะเท่ากับ 75 % No-shows เป็นชื่อที่ใช้เรียกผู้โดยสารในกรณีที่ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วไม่มา Check-in ในวันที่จะขึ้นเครื่อง และผู้โดยสารคนนั้นไม่ได้โทรมายกเลิกกับทางสายการบินเลย ในกรณีนี้ทางผู้โดยสารจะต้องเสียค่าปรับให้กับทางสายการบินSlide19: Overbook เป็นการทำการจองที่นั่งบนเครื่องบินมากกว่าจำนวนที่นั่งที่มีอยู่จริงบนเครื่องบิน ซึ่งกรณีนี้จะนิยมใช้ในเส้นทางการบินระหว่างประเทศ เพราะจะมีพวก No-show และพวกผู้โดยสารที่ขอเปลี่ยนแปลงการเดินทางเมื่อใกล้ถึงวันเดินทาง ซึ่งทำให้สายการบินสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ ดังนั้นการทำ Overbook จึงเป็นการแก้ไขข้อเสียอันนี้ โดยสายการบินจะต้องมีการประมาณผู้โดยสารที่เป็น No-show และขอเปลี่ยนแปลงการเดินทาง ซึ่งอาจจะได้มาจากการเก็บสถิติเอาไว้ และทำ Overbook ตามจำนวนที่คาดการณ์เอาไว้ ในกรณีที่ทำ Overbook และผู้โดยสารมาครบทุกคน ทางสายการบินก็จะเลื่อนระดับที่นั่ง (Upgrade) ให้กับผู้โดยสารที่เกินจำนวนมาCommercial aircraft: Commercial aircraft Cabin คือห้องผู้โดยสาร ซึ่งเครื่องบินแต่ละรุ่นจะมีจำนวนห้องผู้โดยสารไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความใหญ่ของเครื่องบิน แต่ละห้องผู้โดยสารจะถูกกั้นด้วยม่าน ห้องน้ำ หรือห้องเตรียมอาหารSlide21: เราสามารถแบ่งประเภทของเครื่องบินพาณิชย์ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Narrow-body aircraft เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีทางเดินผู้โดยสารเพียง 1 ทางเดิน ซึ่งอยู่ตรงกลางของเครื่องบิน Wide-body aircraft เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีทางเดินผู้โดยสาร 2 ทางเดิน ดังนั้นที่นั่งของผู้โดยสารจะแบ่งออกเป็น 3 แถวSlide22: Wide-body Narrow-bodySlide23: Configuration เป็นแผนผังที่นั่งของเครื่องบิน ซึ่งจะแสดงรายละเอียดการวางที่นั่งในแต่ละแถว และแต่ละห้องผู้โดยสาร (Cabin)Slide24: จากรูป: Configuration of Boeing 747-300 (www.cathaypacific.com) Slide25: Pitch คือระยะห่างระหว่างที่นั่งบนเครื่องบิน หรือพื้นที่สำหรับวางขาของผู้โดยสาร ดังนั้นระยะห่างในแต่ละชั้น (Class) จะไม่เท่ากัน ระยะห่างระหว่างที่นั่งของที่นั่งชั้นหนึ่ง (First class) จะกว้างมากที่สุด รองลงมาก็คือชั้นธุรกิจ (Business class) และที่นั่งชั้นประหยัด (Economy class) ก็จะแคบมากที่สุดSlide26: First class เป็นชั้นโดยสารบนเครื่องบินที่แพงที่สุด เพราะมีที่นั่งที่กว้างขวาง มีระยะห่าง ระหว่างที่นั่ง (Pitch) มาก และมีการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มที่ดีที่สุด และหลากหลายSlide27: Business class เป็นชั้นโดยสารบนเครื่องบินที่ดีรองลงมาจากชั้นหนึ่ง (First class) เช่น ระยะห่างระหว่างที่นั่งสั้นกว่า อาหารและเครื่องดื่มมีให้เลือกน้อยกว่า และมีราคาถูกกว่าชั้นหนึ่งSlide28: Economy Class or Coach Class เป็นที่นั่งชั้นประหยัด หรือชั้นนักท่องเที่ยว ที่นั่งจะเล็ก และระยะห่างระหว่างที่นั่งก็จะสั้น การให้บริการของพนักงานก็จะเป็นแบบมาตรฐาน อาหารและเครื่องดื่มจะมีให้เลือกไม่มาก Slide29: Terminal (อาคารผู้โดยสาร) เป็นศูนย์กลางของสนามบิน เป็นที่ที่ผู้โดยสารมาทำการ Check-in และเดินไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate) ในแต่ละสนามบินสามารถมีได้มากกว่า 1 อาคารผู้โดยสาร ขึ้นอยู่กับว่ามีเครื่องบินมาใช้บริการมากน้อยเพียงใด เช่น สนามบินดอนเมืองมี 2 อาคารผู้โดยสาร, Heathrow Airport มี 3 อาคารผู้โดยสาร โดยแต่ละอาคารผู้โดยสารจะมีการกำหนดว่ามีสายการบินอะไรบ้างที่ให้บริการในอาคารผู้โดยสารนั้นๆSlide30: Concourse คือ ทางเดินเพื่อไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate) Slide31: Gate ประตูขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินจะจอดรออยู่ ผู้โดยสารสามารถเช็คดูว่าต้องขึ้นเครื่องบินที่ประตูขึ้นเครื่องบินเบอร์อะไรได้ที่บัตรขึ้นเครื่องบิน (Boarding pass) หรือจากหน้าจอทีวีหรือคอมพิวเตอร์ที่ทางสนามบินแจ้งไว้Slide32: Airline ticket counter เป็นที่ Check-in, เช็คกระเป๋าที่จะนำไปไว้ใต้ท้องเครื่องของผู้โดยสาร และทำการออกบัตรขึ้นเครื่องบิน Boarding pass ให้กับผู้โดยสาร โดยจะมีพนักงานของสายการบินคอยให้บริการSlide33: Jetways (งวงช้าง) เป็นทางเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารกับเครื่องบินเพื่อให้ผู้โดยสารเดินจากอาคารไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน เพราะเครื่องบินไม่สามารถมาจอดชิดติดกับอาคารผู้โดยสารได้Slide34: Tarmac บริเวณพื้นที่รอบๆ สนามบิน ส่วนใหญ่ใช้ในการจอดเครื่องบินในการจอดในหลุมจอดระยะไกลSlide35: Taxiway (ลานวิ่งเครื่องบิน) ถนนเชื่อมระหว่างลู่วิ่งเครื่องบิน (Runway) กับ Tarmac ก่อนที่เครื่องบินจะวิ่งขึ้นเครื่องบินจะวิ่งจาก Tarmac ผ่าน Taxiway เพื่อไปยังลู่วิ่งเครื่องบิน (Runway) เพื่อเตรียมตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าต่อไป You do not have the permission to view this presentation. In order to view it, please contact the author of the presentation.
download yilmar Download Post to : URL : Related Presentations : Share Add to Flag Embed Email Send to Blogs and Networks Add to Channel Uploaded from authorPOINTLite Insert YouTube videos in PowerPont slides with aS Desktop Copy embed code: Embed: Flash iPad Copy Does not support media & animations WordPress Embed Customize Embed URL: Copy Thumbnail: Copy The presentation is successfully added In Your Favorites. Views: 4262 Category: Travel/ Places.. License: All Rights Reserved Like it (7) Dislike it (0) Added: March 30, 2008 This Presentation is Public Favorites: 3 Presentation Description No description available. Comments Posting comment... By: princespong (22 month(s) ago) ขอบคุณมากนะครับ มีประโยชน์จิงๆ Saving..... Post Reply Close Saving..... Edit Comment Close By: meeteddy (51 month(s) ago) มีประโยชน์มากครับ เพราะเพิ่งเริ่มต้นทำงานเกี่ยวกับธุกรกิจการบินพอดี ถ้าจะ load file จะทำได้ใหมครับ ขอบคุณครับ Saving..... Post Reply Close Saving..... Edit Comment Close By: tawanfah (60 month(s) ago) presentation น่ารักดีและให้ความรู้ด้วย คือถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากจะขอ file ของคุณให้กับน้องนักศึกษาฝึกงานที่สนามบิน ลำปางด้วยได้มั้ยค่ะ เพื่อเป็นเอกสารประกอบหลังจากจบการฝึกงานท ี่สนามบินค่ะ ขอความกรุณาด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ / นภาพร aa_nai@hotmail.com Saving..... Post Reply Close Saving..... Edit Comment Close Premium member Presentation Transcript Slide1: คำศัพท์ในธุรกิจการบินAirline Codes (รหัสสายการบิน) : Airline Codes (รหัสสายการบิน) รหัสสายการบินซึ่งแต่ละสายการบินจะมีรหัสสายการบินซึ่งจะไม่ซ้ำกัน ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวเลข 2 ตัว รหัสสายการบินจะต้องขอจาก IATA (International Air Transport Association) www.iata.org เช่น NW (Northwest Airlines), TG (Thai Airways), CX (Cathay Pacific Airlines), FD (Air Asia) ส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นรหัสสายการบินนี้ใช้กับการเรียกเที่ยวบินของแต่ละสายการบิน เช่น TG043 (สายการบินไทย เที่ยวบินที่ 043) เป็นต้นAirport Codes (รหัสสนามบิน): Airport Codes (รหัสสนามบิน) แต่ละสนามบินจะมีรหัสนามบินเป็นของตัวเอง ซึ่งแต่ละสนามบินจะต้องใช้ไม่ซ้ำกัน รหัสสนามบินจะประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว ออกให้โดย International Standard Organization (ISO) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รหัสสนามบินจะใช้ในการจองตั๋วเครื่องบิน, ติดป้ายกระเป๋าเดินทาง, และการสื่อสารของวิทยุสื่อสารการบิน โดยทั่วไปเมืองที่มีสนามบินเพียงสนามบินเดียวจะใช้ชื่อสนามบินเป็นชื่อเดียวกันกับชื่อเมืองนั้นๆ แต่ในกรณีที่ภายใน 1 เมืองมีมากกว่า 1 สนามบิน แต่ละสนามบินก็จะมีชื่อสนามบินและรหัสสนามบินเป็นของตนเอง และต้องไม่ซ้ำกัน เช่น BKK (Bangkok International Airport), MAN (Manchester International Airport), NRT (Narita Airport), LAX (Los Angles International Airport)Slide4: ผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินจากสนามบิน BKK= Bangkok International Airport ผู้โดยสารจะไปลงที่สนามบิน DXB= Dubai International Airport จากรูป: ป้ายติดกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารCode sharing (การใช้เที่ยวบินร่วมกัน) : Code sharing (การใช้เที่ยวบินร่วมกัน) เป็นการใช้เครื่องบินร่วมกันระหว่างสายการบิน วิธีการนี้จะเป็นการขยายเส้นทางการบิน และความถี่ของเครื่องบินที่ออกเดินทาง และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในการเดินทางในกรณีที่สายการบินที่ผู้โดยสารต้องการเดินทางไม่ได้บริการในบางเส้นทาง ส่วนใหญ่จะมี Code sharing ระหว่างสายการบินที่เป็นพันธมิตรกัน ตัวอย่าง Code Sharing: ตัวอย่าง Code Sharing นายวินิจต้องการเดินทางโดยสายการบินไทย (Thai Airways) ไปที่เมือง Stuttgart ประเทศเยอรมัน ซึ่งทางสายการบินไทยไม่มีเที่ยวบินดังกล่าวให้บริการ แต่เนื่องจากทางสายการบินไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรการบิน Star Alliance ที่มีสายการบิน Lufthansa สายการบินของประเทศเยอรมันเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ดังนั้นทางสายการบินไทยสามารถขายตั๋วเครื่องบินจากสนามบินดอนเมือง (Bangkok International Airport) ไปลงที่สนามบิน Stuttgart ประเทศเยอรมัน โดยนั่งสายการบินไทยไปลงที่สนามบิน Frankfurt ประเทศเยอรมัน แล้วต่อเครื่องบินของ Lufthansa ต่อไปยัง Stuttgart โดยนายวินิจทำการ Check-in กระเป๋าเพียงแค่ครั้งเดียวจากสนามบินดอนเมือง และรับกระเป๋าที่ Stuttgartจากปกติที่นายวินิจต้องทำการ Check-in 2 ครั้ง ถ้าทั้ง 2 สายการบินไม่มีการทำ Code Share จากตัวอย่างดังกล่าวสายการบินไทยทำ Code Share กับสายการบิน LufthansaAirline Policies (ข้อกำหนดของสายการบิน) : Airline Policies (ข้อกำหนดของสายการบิน) สายการบินต่างๆ จะมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะมีข้อกำหนด ดังนี้ Infants (ทารก) คำจำกัดความของทารกในการซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินคือ “บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี โดยนับจากวันที่ขึ้นเครื่องบิน” ซึ่งตั๋วเครื่องบินของเด็กทารกนี้จะไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียในอัตราที่ถูกกว่าผู้ใหญ่ เช่น 10% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่ Slide8: Child (เด็ก) คำจำกัดความของเด็กในการซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินคือ “บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี โดยนับจากวันที่ขึ้นเครื่องบิน” ซึ่งตั๋วเครื่องบินของเด็กนี้จะเสียในอัตราที่ถูกกว่าผู้ใหญ่ เช่น 50% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่Slide9: Unaccompanied minors (การเดินทางตามลำพังของเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี) เด็กสามารถเดินทางโดยเครื่องบินตามลำพังได้ แต่มีข้อแม้ว่าเด็กคนนั้นต้องมีอายุมากกว่า 5 ปี ในกรณีที่เดินทางแบบไม่ต้องมีการเปลี่ยนเครื่องบิน (Direct flight) และต้องมีอายุมากกว่า 8 ปี ในกรณีที่เดินทางแบบต้องมีการเปลี่ยนเครื่องบิน (Connecting flight) โดยทั้งนี้ทางสายการบินจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเด็กเดินทางคนเดียวต่างหากจากค่าตั๋วเครื่องบิน เพราะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษSlide10: Travel with pet (การนำสัตว์ขึ้นเครื่องบิน) ผู้โดยสารสามารถนำสัตว์เลี้ยงไปกับตนเองได้ ซึ่งทางสายการบินอนุญาตเฉพาะสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น เช่น สุนัข แมว กระรอก เป็นต้น ไปในเครื่องบินลำเดียวกับเจ้าของ แต่อยู่ในส่วนท้องเครื่องที่ไว้สำหรับเก็บกระเป๋าใบใหญ่ แต่ทั้งนี้เจ้าของต้องนำใบที่แสดงว่าสัตว์นั้นๆ ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจากสัตวแพทย์ ส่วนสัตว์ที่เป็นอันตรายหรือสัตว์ที่ตัวใหญ่มากจะไม่สามารถไปเครื่องบินลำเดียวกับเจ้าของได้ ต้องไปกับเครื่องบินบรรทุกสิ่งของโดยเฉพาะ (Air Cargo)Slide11: Boarding passes (บัตรขึ้นเครื่องบิน) เป็นบัตรขึ้นเครื่องบินซึ่งจะได้หลังจากที่ผู้โดยสารทำการ Check-in แล้ว บัตรนี้จะแสดงรายละเอียดในการขึ้นเครื่องบิน เช่น สถานที่ปลายทาง, ประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate), เวลาขึ้นเครื่อง (Boarding time), แถวที่นั่ง และที่นั่งของผู้โดยสารคนนั้นๆSlide12: Reconfirm (การยืนยันการขึ้นเครื่องบิน) เป็นการโทรไปยืนยันกับสายการบินก่อนเวลาเครื่องบินออกเดินทาง 48 ชั่วโมง เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราจะเดินทางจริงๆ และเพื่อเป็นการเช็คกับทางสายการบินว่าไฟล์ที่เราจะเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้วSlide13: Baggage (การนำสัมภาระขึ้นเครื่องบิน) ผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระขึ้นเครื่องบินได้ตามที่สายการบินกำหนด โดยทั่วไปแล้วไม่เกิน 7 กิโลกรัม และต้องมีขนาดไม่เกิน 58x34x23 ซม. (กว้างxยาวxสูง) สำหรับกระเป๋าที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบิน และกระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องเครื่อง (Loaded baggage) ไม่เกิน 20 กิโลกรัม สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางชั้นประหยัด, 30 กิโลกรัมสำหรับผู้โดยสารเดินทางในชั้นธุรกิจกิจ (Business class) และ 40 กิโลกรัมสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางในชั้นหนึ่ง (First class) Slide14: Frequent flyer program เป็นการสร้างความจงรักภักดีให้กับผู้โดยสารต่อสายการบิน โดยจะมีการสะสมไมล์เดินทาง เพื่อแลกของรางวัลจากทางสายการบิน เช่น ตั๋วฟรี, การเลื่อนระดับที่นั่งบนเครื่องบิน (Upgrade), แลกของรางวัลอื่นๆ เป็นต้นSlide15: Wait-list (การเป็นตัวสำรองในการเดินทาง) จะเกิดขึ้นเมื่อไฟล์นั้นๆ เต็มแล้ว ดังนั้นก็จะต้องเข้าชื่อเป็นตัวสำรอง เพื่อที่ว่าเมื่อมีคนยกเลิกในเที่ยวบินนั้นๆ ตัวสำรองก็จะได้ที่นั่ง ทั้งนี้ตัวสำรองยังไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารจนกว่าจะได้ที่นั่งบนเครื่องบินAirline Operations (การดำเนินงานของสายการบิน) : Airline Operations (การดำเนินงานของสายการบิน) “Hub and spoke” principle แต่ละสายการบินจะเลือก Hub ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของสายการบินนั้นๆ ที่จะมีเส้นทางการบินมากมาย เพราะเป็นจุดเริ่มของการเดินทางของสายการบินนั้นๆ ส่วน Spoke คือเมืองที่อยู่รอบๆ Hub ซึ่งไฟล์จาก spoke ทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารมาที่ Hub เพื่อส่งต่อผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่องที่ Hub และเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ส่วนใหญ่แล้ว Hub ของสายการบินต่างๆ จะอยู่ที่ประเทศที่สายการบินนั้นถือกำเนิด และบางสายการบินมี Hub มากกว่า 1 เมือง เช่น สายการบินไทยมี Hub อยู่ที่สนามบินดอนเมือง, สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ มี Hub อยู่ที่สนามบินซางฮี, สายการบิน British Airways มี Hub อยู่ที่สนามบินฮีทโทร Slide17: Hub Spoke จากรูป: แสดง Hub และ Spoke ของสายการบิน Aeroflot ซึ่งมี Hub อยู่ที่เมือง Moscow ประเทศรัสเซีย (www.aeroflot.com) Slide18: Load factor เป็นความอัตราส่วนร้อยละสัมพันธ์ระหว่างจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินและจำนวนที่นั่งที่ขายได้ในไฟล์นั้นๆ ซึ่งสายการบินต่างๆ จะต้องมีการเก็บรวมรวมสถิติเอาไว้ว่าไฟล์นั้นๆ ได้รับความนิยมจากผู้โดยสารมากน้อยเพียงใด และอาจจะนำไปเปรียบเทียบกับสายการบินคู่แข่งได้อีกด้วย เช่น เครื่องบินไฟล์หนึ่งมีที่นั่งทั้งหมด 200 ที่นั่ง และมีคนนั่งจริงในไฟล์นั้นทั้งหมด 150 คน ดังนั้น Load factor จะเท่ากับ 75 % No-shows เป็นชื่อที่ใช้เรียกผู้โดยสารในกรณีที่ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วไม่มา Check-in ในวันที่จะขึ้นเครื่อง และผู้โดยสารคนนั้นไม่ได้โทรมายกเลิกกับทางสายการบินเลย ในกรณีนี้ทางผู้โดยสารจะต้องเสียค่าปรับให้กับทางสายการบินSlide19: Overbook เป็นการทำการจองที่นั่งบนเครื่องบินมากกว่าจำนวนที่นั่งที่มีอยู่จริงบนเครื่องบิน ซึ่งกรณีนี้จะนิยมใช้ในเส้นทางการบินระหว่างประเทศ เพราะจะมีพวก No-show และพวกผู้โดยสารที่ขอเปลี่ยนแปลงการเดินทางเมื่อใกล้ถึงวันเดินทาง ซึ่งทำให้สายการบินสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ ดังนั้นการทำ Overbook จึงเป็นการแก้ไขข้อเสียอันนี้ โดยสายการบินจะต้องมีการประมาณผู้โดยสารที่เป็น No-show และขอเปลี่ยนแปลงการเดินทาง ซึ่งอาจจะได้มาจากการเก็บสถิติเอาไว้ และทำ Overbook ตามจำนวนที่คาดการณ์เอาไว้ ในกรณีที่ทำ Overbook และผู้โดยสารมาครบทุกคน ทางสายการบินก็จะเลื่อนระดับที่นั่ง (Upgrade) ให้กับผู้โดยสารที่เกินจำนวนมาCommercial aircraft: Commercial aircraft Cabin คือห้องผู้โดยสาร ซึ่งเครื่องบินแต่ละรุ่นจะมีจำนวนห้องผู้โดยสารไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความใหญ่ของเครื่องบิน แต่ละห้องผู้โดยสารจะถูกกั้นด้วยม่าน ห้องน้ำ หรือห้องเตรียมอาหารSlide21: เราสามารถแบ่งประเภทของเครื่องบินพาณิชย์ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Narrow-body aircraft เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีทางเดินผู้โดยสารเพียง 1 ทางเดิน ซึ่งอยู่ตรงกลางของเครื่องบิน Wide-body aircraft เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีทางเดินผู้โดยสาร 2 ทางเดิน ดังนั้นที่นั่งของผู้โดยสารจะแบ่งออกเป็น 3 แถวSlide22: Wide-body Narrow-bodySlide23: Configuration เป็นแผนผังที่นั่งของเครื่องบิน ซึ่งจะแสดงรายละเอียดการวางที่นั่งในแต่ละแถว และแต่ละห้องผู้โดยสาร (Cabin)Slide24: จากรูป: Configuration of Boeing 747-300 (www.cathaypacific.com) Slide25: Pitch คือระยะห่างระหว่างที่นั่งบนเครื่องบิน หรือพื้นที่สำหรับวางขาของผู้โดยสาร ดังนั้นระยะห่างในแต่ละชั้น (Class) จะไม่เท่ากัน ระยะห่างระหว่างที่นั่งของที่นั่งชั้นหนึ่ง (First class) จะกว้างมากที่สุด รองลงมาก็คือชั้นธุรกิจ (Business class) และที่นั่งชั้นประหยัด (Economy class) ก็จะแคบมากที่สุดSlide26: First class เป็นชั้นโดยสารบนเครื่องบินที่แพงที่สุด เพราะมีที่นั่งที่กว้างขวาง มีระยะห่าง ระหว่างที่นั่ง (Pitch) มาก และมีการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มที่ดีที่สุด และหลากหลายSlide27: Business class เป็นชั้นโดยสารบนเครื่องบินที่ดีรองลงมาจากชั้นหนึ่ง (First class) เช่น ระยะห่างระหว่างที่นั่งสั้นกว่า อาหารและเครื่องดื่มมีให้เลือกน้อยกว่า และมีราคาถูกกว่าชั้นหนึ่งSlide28: Economy Class or Coach Class เป็นที่นั่งชั้นประหยัด หรือชั้นนักท่องเที่ยว ที่นั่งจะเล็ก และระยะห่างระหว่างที่นั่งก็จะสั้น การให้บริการของพนักงานก็จะเป็นแบบมาตรฐาน อาหารและเครื่องดื่มจะมีให้เลือกไม่มาก Slide29: Terminal (อาคารผู้โดยสาร) เป็นศูนย์กลางของสนามบิน เป็นที่ที่ผู้โดยสารมาทำการ Check-in และเดินไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate) ในแต่ละสนามบินสามารถมีได้มากกว่า 1 อาคารผู้โดยสาร ขึ้นอยู่กับว่ามีเครื่องบินมาใช้บริการมากน้อยเพียงใด เช่น สนามบินดอนเมืองมี 2 อาคารผู้โดยสาร, Heathrow Airport มี 3 อาคารผู้โดยสาร โดยแต่ละอาคารผู้โดยสารจะมีการกำหนดว่ามีสายการบินอะไรบ้างที่ให้บริการในอาคารผู้โดยสารนั้นๆSlide30: Concourse คือ ทางเดินเพื่อไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate) Slide31: Gate ประตูขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินจะจอดรออยู่ ผู้โดยสารสามารถเช็คดูว่าต้องขึ้นเครื่องบินที่ประตูขึ้นเครื่องบินเบอร์อะไรได้ที่บัตรขึ้นเครื่องบิน (Boarding pass) หรือจากหน้าจอทีวีหรือคอมพิวเตอร์ที่ทางสนามบินแจ้งไว้Slide32: Airline ticket counter เป็นที่ Check-in, เช็คกระเป๋าที่จะนำไปไว้ใต้ท้องเครื่องของผู้โดยสาร และทำการออกบัตรขึ้นเครื่องบิน Boarding pass ให้กับผู้โดยสาร โดยจะมีพนักงานของสายการบินคอยให้บริการSlide33: Jetways (งวงช้าง) เป็นทางเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารกับเครื่องบินเพื่อให้ผู้โดยสารเดินจากอาคารไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน เพราะเครื่องบินไม่สามารถมาจอดชิดติดกับอาคารผู้โดยสารได้Slide34: Tarmac บริเวณพื้นที่รอบๆ สนามบิน ส่วนใหญ่ใช้ในการจอดเครื่องบินในการจอดในหลุมจอดระยะไกลSlide35: Taxiway (ลานวิ่งเครื่องบิน) ถนนเชื่อมระหว่างลู่วิ่งเครื่องบิน (Runway) กับ Tarmac ก่อนที่เครื่องบินจะวิ่งขึ้นเครื่องบินจะวิ่งจาก Tarmac ผ่าน Taxiway เพื่อไปยังลู่วิ่งเครื่องบิน (Runway) เพื่อเตรียมตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าต่อไป