การสืบพันธุ์ของพืชดอก

Views:
 
Category: Entertainment
     
 

Presentation Description

No description available.

Comments

By: james6834 (32 month(s) ago)

ขอบคุนคร้าบ

By: zj_13 (36 month(s) ago)

สวดยอกคับพี่น้อง

By: keaw1867 (42 month(s) ago)

ดีมากเลยค่ะ..ขอบคุณนะคะ ^^

By: vunthong (42 month(s) ago)

ก เาพำืเ

By: vunthong (42 month(s) ago)

ก เาพำืเ

See all

Presentation Transcript

เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาชีววิทยา ( เพิ่มเติม ) ว 40243 : 

เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาชีววิทยา ( เพิ่มเติม ) ว 40243

Slide 2: 

ดอกเจริญมาจากตาดอก (flower bud) ซึ่งเป็นกิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ ดอกชูอยู่เหนือ ก้านดอก (pedicel) และติดอยู่กับฐานรองดอก (receptacle) ซึ่งเดิมเป็นส่วนของลำต้น ดอกประกอบด้วยส่วนต่างๆที่สำคัญอยู่ 4 ส่วนด้วยกัน โดยมีการเรียงตัวกันอยู่เป็นวงหรือชั้น (whorl) อยู่ 4 วงด้วยกัน คือ กลีบเลี้ยง (sepal) กลีบดอก (petal) เกสรตัวผู้ (stamen) และ เกสรตัวเมีย (pistil) โครงสร้างของดอก

Slide 3: 

ประกอบด้วย 1.กลีบเลี้ยง ( sepal ) 2.กลีบดอก ( petal ) 3.เกสรตัวผู้ ( stamen ) 4.เกสรตัวเมีย ( pistil ) ส่วนประกอบของดอกไม้

Slide 5: 

กลีบเลี้ยง(Sepal) กลีบดอก(Petal) เกสรตัวผู้(Stamen) เกสรตัวเมีย(Pistil)

Slide 6: 

กลีบเลี้ยง ก้านชูอับเรณู อับเรณู ยอดเกสรตัวเมีย ก้านชูเกสรตัวเมีย ออวุล เกสรตัวเมีย เกสรตัวผู้ กลีบดอก รังไข่

Slide 7: 

ส่วนประกอบหลักทั้ง 4 จะอยู่บนฐานรองดอก(receptacle) และก้านชูดอก ( peduncle )

Slide 8: 

พืชดอกมีการสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) และ แบบอาศัยเพศ (asexual reproduction) การสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศของพืชดอก มีการแตกหน่อหรือ ต้นใหม่เกิดจากส่วนต่างๆของพืช เช่น ใบ ราก ลำต้น ซึ่ง ต่างจาก การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่เกิดในดอก ซึ่งเป็นที่อยู่ของอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งเพศผู้และเพศเมียของพืชดอก เมื่อเกิดการปฏิสนธิระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมีย ได้ไซโกต (zygote) แล้วเจริญเติบโตไปเป็นเอมบริโอ (embryo) หรือต้นอ่อนที่เจริญเติบโตเป็นต้นใหม่หมุนเวียนซ้ำๆดังกล่าวไปเรื่อย

Slide 9: 

1. วงกลีบเลี้ยง (Calyx) แต่ละกลีบเรียกว่า กลีบเลี้ยง (Sepal) เป็นส่วนที่อยู่ชั้นนอกสุด มักมีสีเขียวเนื่องจากเจริญมาจากใบ ทำหน้าที่ห่อหุ้มป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนอื่นๆ และช่วยในการสังเคราะห์แสง กลีบเลี้ยงที่อยู่แยกกันเป็นกลีบๆ เรียกว่า อะโปเซพิลัส (Aposepalous) หรือ พอลิเซพิลัส (Polypalous) เช่น ดอกบัว ดอกพุทธรักษา บางชนิด กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเรียก แกมโมเซพิลัส (Gamosepalous) หรือ ซินเซพิลัส (Synsepalous) เช่น ชบา บานบุรี

พืชบางชนิดอาจมีกลีบเลี้ยงสีอื่นนอกจากสีเขียวซึ่งจะทำ หน้าที่ล่อแมลงในการผสมเกสรเช่นเดียวกับกลีบดอก พืชบางชนิดมีริ้วประดับ (Epicalyx) เป็นกลีบเล็กๆ ใกล้กลีบเลี้ยง เช่น ชบา พู่ระหง พืชบางชนิดกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะเหมือนกันจนแยกไม่ออกเรียกว่า วงกลีบรวม (Perianth) และเรียกแต่ละกลีบว่า กลีบรวม (Tepal) ได้แก่ บัวหลวง จำปี จำปา : 

พืชบางชนิดอาจมีกลีบเลี้ยงสีอื่นนอกจากสีเขียวซึ่งจะทำ หน้าที่ล่อแมลงในการผสมเกสรเช่นเดียวกับกลีบดอก พืชบางชนิดมีริ้วประดับ (Epicalyx) เป็นกลีบเล็กๆ ใกล้กลีบเลี้ยง เช่น ชบา พู่ระหง พืชบางชนิดกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะเหมือนกันจนแยกไม่ออกเรียกว่า วงกลีบรวม (Perianth) และเรียกแต่ละกลีบว่า กลีบรวม (Tepal) ได้แก่ บัวหลวง จำปี จำปา กลีบเลี้ยง (Sepal)

Slide 11: 

2. กลีบดอก ( Petal ) คือส่วนของดอกที่อยู่ถัดจากกลีบเลี้ยงเข้ามา ข้างใน มีสีสันต่างๆ สวยงามเนื่องจากมีรงควัตถุชนิดต่างๆ ภายในเซลล์ ส่วนกลีบดอกที่มีสีขาวจะไม่มีรงควัตถุภายในเซลล์ของ กลีบดอก นอกจากนี้บางชนิดกลีบดอกมีกลิ่นหอม เช่น กุหลาบ มะลิ กระดังงา ราตรี สายหยุด พืชบางชนิดตรงโคนกลีบดอกจะมี ต่อมน้ำหวาน (Nectary gland)ไว้ล่อแมลงเพื่อช่วยในการผสมเกสร [ กลีบดอกจัดเป็นวงชั้นที่ 2 ของดอกไม้ เรียกวงของกลีบดอกว่า Corolla ] กลีบดอก (Petal)

Slide 12: 

3. เกสรตัวผู้ ( Stamen ) อยู่ถัดจากกลีบดอกเข้าไป เกสรตัวผู้มีหลายอันเรียงกันเป็นชั้น เป็นส่วนของดอกที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ อับเรณู(anther) และก้านชูเกสรตัวผู้(filament) [ เกสรตัวผู้จัดเป็นส่วนประกอบวงที่ 3 ของดอกไม้ เรียกวงของเกสรตัวผู้ว่า แอนดรีเซียม (androecium) ] อับเรณู (anther) ก้านชูเกสรตัวผู้ (filament)

Slide 13: 

4. เกสรตัวเมีย ( Pistil) จะเป็นส่วนที่อยู่ในสุดของดอกไม้ ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ไข่ ) มีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ - ยอดเกสรตัวเมีย (stigma) มักมีน้ำเหนียวๆ เพื่อคอยดักจับละอองเรณู - คอเกสรตัวเมีย (style) อยู่ถัดจากเกสรตัวเมียลงมา - รังไข่(ovary) เป็นอวัยวะที่มีลักษณะพอง ภายในแบ่งเป็นห้องๆ ซึ่งจะ มีออวุล (Ovule) เกาะติดอยู่ [ เกสรตัวเมีย ถือว่าเป็นวงในสุดของดอกไม้ เรียกวงของเกสรตัวเมียว่า จินเนเซียม (gynoecium) ] คอเกสรตัวเมีย (style) รังไข่ (ovary) ยอดเกสรตัวเมีย(stigma) Ovule

Slide 14: 

จะเห็นได้ว่าดอกไม้ส่วนใหญ่มีโครงสร้างครบ 4 ส่วน เรียกว่า ดอกสมบูรณ์ (complete flower) แต่บางชนิดมีโครงสร้างหลักไม่ครบเรียกว่า ดอกไม่สมบูรณ์ (incomplete flower) และเมื่อพิจารณาเฉพาะเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียพบว่าถ้าอยู่ในดอกเดียวกันจะเรียกว่า ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) แต่ถ้ามี เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ต่างดอกเรียกว่า ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower) นอกจากนี้ยังมีการจำแนกชนิดของดอกโดยพิจารณาจากจำนวนดอกบนหนึ่งก้านเป็น ดอกเดี่ยว (solitary flower) และ ดอกช่อ (inflorescence flower)

Slide 16: 

ดอกช่อบางชนิดจะมีดอกย่อยเล็กๆ จำนวนมากรวมอยู่บนฐานรองดอก ซึ่งมีก้านชูดอกรวมมองดูคล้ายดอกเดี่ยว เช่น ดอกบานชื่น ตอกดาวเรือง ดอกทานตะวัน ดอกเยอบีรา เป็นต้น โดยมีดอกย่อย 2 ชนิดรวมกันอยู่ ชนิดแรกจะอยู่รอบนอก มีกลีบดอกยาวและแผ่ออกซึ่งอาจจะมีชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้ ส่วนมากจะเป็นหมันหรือดอกตัวเมีย อีกชนิดหนึ่งเป็นดอกที่อยู่รอบในจะอยู่ตรงกลางเป็นดอกเล็กๆ เป็น ดอกสมบูรณ์เพศดอกทั้งสองชนิดอาจมีขนเล็กๆแทรกอยู่จำนวนมากซึ่งอาจเป็นใบประดับย่อยที่เปลี่ยนแปลงไป เรียกว่า ดอกรวม (composite flower)

เกสรตัวเมีย (Pistil) : 

เกสรตัวเมีย (Pistil)

ออวุล (Ovule) : 

ออวุล (Ovule) Synergids Polar nuclei Egg cell Antipodals

Slide 19: 

อับเรณู ก้านชูอับเรณู กลีบเลี้ยง กลีบดอก ยอดเกสรตัวเมีย ก้านชูเกสรตัวเมีย รังไข่

1.ดอกสมบูรณ์ ( complete flower ) หมายถึงดอกไม้ที่มีครบ ทั้ง 4 ส่วนคือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ชนิดของดอกไม้

ดอกไม่สมบูรณ์( incomplete flower ) : 

ดอกไม่สมบูรณ์( incomplete flower ) หมายถึงดอกไม้ที่มีโครงสร้างหลักไม่ครบทั้ง 4 ส่วน เช่น ฟักทองแตงกวา

ดอกสมบูรณ์เพศ( complete flower) : 

ดอกสมบูรณ์เพศ( complete flower) หมายถึงดอกไม้ที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน เช่น ดอกชบา ดอกกุหลาบ ดอกบัว ดอกราชพฤกษ์ เป็นต้น

ตัวอย่างดอกสมบูรณ์เพศ : 

ตัวอย่างดอกสมบูรณ์เพศ

ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower ) : 

ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower ) หมายถึงดอกไม้ที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่คนละดอก เช่น ดอกบวบ ดอกฟักทอง ดอกแตงกวา ดอกแตงโม

ตัวอย่างดอกไม่สมบูรณ์เพศ : 

ตัวอย่างดอกไม่สมบูรณ์เพศ

การจำแนกชนิดของดอกโดยพิจารณาจำนวนดอกบนหนึ่งก้านดอก : 

การจำแนกชนิดของดอกโดยพิจารณาจำนวนดอกบนหนึ่งก้านดอก ดอกเดี่ยว(solitary flower) หมายถึงดอกหนึ่งดอกที่พัฒนามาจากตาดอกหนึ่งตา ดังนั้นจึงมีหนึ่งดอกบนก้านดอกหนึ่งก้าน เช่น มะเขือเปราะ จำปี บัว อัญชัน เป็นต้น

ดอกช่อ(inflorescence flower) : 

ดอกช่อ(inflorescence flower) ดอกช่อ หมายถึงดอกหลายดอกที่อยู่บนก้านดอกหนึ่งก้าน เช่น เข็ม ผักบุ้ง มะลิ กะเพรา กล้วย กล้วยไม้ เป็นต้น แต่การจัดเรียงตัว และการแตกกิ่งก้านของช่อดอกมีความหลากหลาย

ตัวอย่างช่อดอกแบบต่างๆ : 

ตัวอย่างช่อดอกแบบต่างๆ

ตัวอย่างช่อดอกแบบต่างๆ : 

ตัวอย่างช่อดอกแบบต่างๆ

ดอกพุทธรักษา โป๊ยเซียน เฟื่องฟ้า เป็นตัวแทนของดอกที่มีวิวัฒนาการไปมากโครงสร้างจึงแตกต่างไปจากดอกอื่นๆเพราะมีโครงสร้างแตกต่างไปจากดอกอื่น : 

ดอกพุทธรักษา โป๊ยเซียน เฟื่องฟ้า เป็นตัวแทนของดอกที่มีวิวัฒนาการไปมากโครงสร้างจึงแตกต่างไปจากดอกอื่นๆเพราะมีโครงสร้างแตกต่างไปจากดอกอื่น

Slide 34: 

ดอกช่อบางชนิดมีลักษณะคล้ายดอกเดี่ยว ดอกย่อยเกิดตรงปลายก้านช่อดอกเดียวกัน ไม่มีก้านดอกย่อย ดอกย่อยเรียงอยู่บนฐานรองดอกที่โค้งนูนคล้าหัว เช่น ทานตะวัน ดาวเรือง บานชื่น ดาวกระจาย

Slide 35: 

ดอกช่อแบบนี้ปะกอบด้วยดอกย่อยๆ 2 ชนิด คือ 1. ดอกวงนอกมี 1 ชั้นหรือหลายชั้นเป็นดอกสมบูรณ์เพศหรือไม่สมบูรณ์เพศก็ได้ ส่วนมากเป็นดอกตัวเมีย 2. ดอกวงในอยู่ตรงกลางมักเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีกลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปทรงกระบอก

Slide 36: 

การถ่ายละอองเรณู และ การปฏิสนธิ Pollination and double fertilizatiion

Slide 37: 

การสร้างไข่หรือเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (megasporegenesis) ภายในรังไข่มีออวุล ( ovule ) และภายในออวุลมีเนื้อเยื่อ นิวเซลลัส ( nucellus ) ซึ่งเจริญไปเป็นเซลล์แม่ของเมกะสปอร์หรือเมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ ( megasporemother cell ) ซึ่งมีโครโมโซม 2n เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์จะแบ่งตัวแบบไมโอซิสได้ 4 เซลล์ แต่ละเซลล์เรียกว่า เมกะสปอร์ ซึ่งจะสลายไป 3 เซลล์ เซลล์ที่เหลือจะขยายขนาดขึ้นแล้วมีการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส 3 ครั้ง ได้ 8 นิวเคลียส และจะมีการแยกย้ายของนิวเคลียสไปยังบริเวณต่างๆ ของเซลล์ดังนี้

Slide 38: 

1. แอนติโพดอล( antipodal ) มี 3 นิวเคลียส อยู่ตรงข้ามกับ รูไมโครไพล์ 2. โพลาร์นิวเคลียส (polar nucleus) มี 2 นิวเคลียส อยู่บริเวณกลางเซลล์ 3. ไข่ ( egg ) มี 1 นิวเคลียสอยู่บริเวณรูไมโครไพล์ 4. ซินเนอร์จิด ( synergid ) มี 2 นิวเคลียสอยู่ด้านข้างของไข่ เมกะสปอร์ในระยะนี้เรียกว่า ถุงเอมบริโอ ( embryo ) หรือ แกมีโทไฟต์เพศเมีย ( female gametophyte )

Slide 39: 

การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ จะสร้างภายในอับเรณู (anther) โดยเซลล์กลุ่มหนึ่ง แต่ละเซลล์เรียกว่า ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (microspore mother cell) ซึ่งจะแบ่งไมโอซิสได้ 4 ไมโครสปอร์ (microspore) แต่ละเซลล์มีไมโครโซมเท่ากับ n ต่อมานิวเคลียสของ ไมโครสปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส ทำให้ได้ 2 นิวเครียส คือ เจเนอเรทีฟนิวเคลียส (genertive nucleus) และ ทิวป์นิวเคลียส (tube nucleus) และในขณะเดียวกันเซลล์นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะภายนอก จนมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไปตามแต่ชนิดของพืช เรียกเซลล์นี้ว่า ละอองเรณู (pollen grain) หรือ แกมีโทไฟต์เพศผู้ (male gametophyte) การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (microsporegenesis)

Slide 42: 

การถ่ายละอองเรณูของพืช ( pollination) การถ่ายละอองเรณู หมายถึง ปรากฏการณ์ที่ละอองเรณูปลิวมาตกบนยอดเกสรตัวเมียของดอกชนิดเดียวกัน จะเกิดขึ้นเมื่อละอองเรณูแก่เต็มที่ อับเรณูก็จะแตกออกเกิดเป็นละอองกระจายไป โดยอาศัยลม น้ำ หรือสิ่งอื่นๆพาไปในที่ต่างๆ โดยเฉพาะแมลงจะมีความสำคัญมากในการถ่ายละอองเรณูของพืชดอก และบนยอดเกสรตัวเมีย ( stigma) จะมีน้ำตาลช่วยในการดักละอองเรณู ทิวป์นิวเคลียสของละอองจะควบคุมการสร้างหลอดละอองเรณู (pollen tube) ออกจากเซลล์งอกลงไปตามคอเกสรตัวเมีย หลอดที่งอกเร็วที่สุดจะผ่านรูไมโครไพล์ ของออวุล เข้าไป ในขณะเดียวกันเจอเนอเรทีฟนิวเคลียสจะแบ่งเซลล์แบบ ไมโทซิสอีกครั้ง ทำให้ได้สเปิร์มนิวเคลียส (sperm nucleus ) 2 เซลล์

การถ่ายละอองเรณู (Pollination) : 

การถ่ายละอองเรณู (Pollination) การที่ละอองเรณูที่แก่จัดแล้วปริแตกออกจากอับเรณู ปลิวไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย

Slide 47: 

การถ่ายละอองเรณูมี 2 แบบคือ 1. การถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน หรือ คนละดอกในต้นเดียวกัน ( self pollination ) จะทำให้รุ่นลูกมีสมบัติทางกรรมพันธุ์เหมือนเดิม ถ้าเป็นพันธุ์ดีก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ดีไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นพันธ์ไม่ดีก็จะถ่ายทอดพันธุ์ที่ไม่ดีเรื่อยๆ เช่นกัน เราสามารถป้องกันการถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน โดยการตัดส่วนที่เป็นอับเรณูออกตั้งแต่ดอกยังไม่บาน หรือใช้พลาสติกหุ้มเกสรตัวผู้เอาไว้ แต่ในธรรมชาติก็มีวิธีการป้องกันการเกิดถ่ายละอองเรณูแบบนี้มากนัก

Slide 48: 

2. การถ่ายละอองเรณูคนละดอกของต้นไม้คนละต้นในพืชชนิดเดียวกัน ( cross pollination) เป็นการถ่าย ละอองเรณูแบบข้ามดอก หรือ ต่างต้นกัน ก็จะทำให้พืชมีลักษณะต่างๆ หลากหลายและอาจได้พันธุ์พืชใหม่ๆ ขึ้นมาได้ โดยทั่วไปแล้วการถ่ายละอองเรณูของพืชดอกส่วนมากจะเป็นแบบข้ามต้นและแบบข้ามดอก

Slide 49: 

ภายในดอกเดียวกัน ข้ามดอก

ปัจจัยที่ช่วยในการถ่ายละอองเรณู : 

ปัจจัยที่ช่วยในการถ่ายละอองเรณู

อาศัยลมพา : 

อาศัยลมพา

อาศัยแมลงพา : 

อาศัยแมลงพา

อาศัยสัตว์อื่นพา : 

อาศัยสัตว์อื่นพา

อาศัยน้ำพา : 

อาศัยน้ำพา พบในพืชน้ำ มีค่อนข้างน้อย

Slide 55: 

Plant life cycles

Slide 56: 

จะเห็นได้ว่าการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชมีดอก ส่วนที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่า “แกมีโทไฟต์เพศเมีย” และ “แกมีโทไฟต์เพศผู้” ซึ่งนิวเคลียสมีจำนวนโครโมโซม เป็นแฮพลอยด์ เมื่อไข่กับสเปิร์มนิวเคลียสปฏิสนธิกันได้ ไซโกต ซึ่งมีจำนวนโครโมโซมเป็นดิพลอยด์ ไซโกตก็จะเจริญเป็นเอ็มบริโอ และเอ็มบริโอเจริญเป็นลำต้นพืชที่เห็นอยู่ทั่วไป เรียกว่า “สปอร์โรไฟต์” และเมื่อสปอร์โรไฟต์มีการสร้างสปอร์ก็จะเจริญเป็นแกมีโทไฟต์ที่เป็นแฮพลอยด์สลับกันไป วัฏจักรชีวิตของพืชมีดอกที่มีการสลับกันระหว่างดิพลอยด์และแฮพลอยด์เช่นนี้เรียกว่า วัฏจักรชีวิตแบบสลับ (alternation)

Slide 57: 

วัฏจักรชีวิตแบบสลับ

Slide 60: 

พวกมอส เซลล์ในช่วงแฮพลอยด์มิได้ปฏิสนธิเป็นไซโกต แต่จะมีการแบ่งแบบไมโทซิสหลายครั้งและเจริญต่อไป ทำให้ในช่วง แฮพลอยด์มีขนาดใหญ่และมีช่วงชีวิตที่ค่อนข้างยาวนาน เมื่อปฏิสนธิเป็นดิพลอยด์จะมีช่วงสั้นๆ เฟิร์น ช่วงสปอร์โรไฟต์มีลำต้นและใบที่ชัดเจน ส่วน แกมีโทไฟต์มีขนาดเล็กเป็นแผ่นบางๆ

Slide 61: 

วัฏจักรชีวิตแบบสลับของมอส

Slide 62: 

วัฏจักรชีวิตแบบสลับของเฟิร์น

Slide 63: 

การปฏิสนธิของพืชดอก ( fertilization) การปฏิสนธิ หมายถึง กระบวนการที่สเปิร์มนิวเคลียสอันหนึ่งเข้าไปผสมกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่ และสเปิร์มนิวเคลียสอีกอันหนึ่งเข้าผสมกับเซลล์โพลาร์นิวเคลียส เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) หลังจากนั้นที่ละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรตัวเมียแล้ว ทิวป์นิวเคลียสของละอองเรณูจะสร้างหลอดละอองเรณู (pollen nucleus ) งอกลงไปตามคอเกสรตัวเมีย หลอดที่งอกเร็วที่สุดจะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซีส 1 ครั้ง ทำให้ได้สเปิร์มนิวเคลียส ( sprem nucleus) 2 อัน

Slide 64: 

เมื่อสเปิร์มเซลล์ไข่เป็นไซโกต( zygote) ซึ่งมีจำนวนโครโมโซมจำนวน 2n ไซโกตจะเจริญต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ( embryo) ส่วนสเปิร์มนิวเคลียสอีกอันหนึ่งจะเข้าผสมกับเซลล์ โพลาร์นิวเคลียสที่อยู่ตรงกลางออวุล หลังจากผสมกันแล้วจะทำให้เซลล์นี้มีจำนวนโครโมโซมเท่ากับ 3n เซลล์นี้จะแบ่งตัวและเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อที่เรียกว่า เอนโดสเปิร์ม(endosperm ) ซึ่งเป็นส่วนสะสมอาหาร สำหรับเลี้ยงเอ็มบริโอในระหว่าง การเจริญเติบโตต่อไป ส่วนนิวเคลียสที่เหลือ คือ แอนติโพแดลและซินเนอจิดจะสลายไป

Slide 65: 

จะเห็นได้ว่าการปฏิสนธิของพืชของพืชดอกเกิดขึ้น 2 ครั้ง ระหว่างเซลล์ไข่กับสเปิร์มนิวเคลียสและระหว่างไข่กับสเปิร์มนิวเคลียสอีกอันหนึ่งกับโพลาร์นิวเคลียส เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) หลังจากปฏิสนธิแล้วออวุลแต่ละอันจะเจริญแล้ว หลังจากการปฏิสนธิแล้วออวุลแต่ละอันเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ด (seed) เนื้อเยื่อเอนโดสเปิร์มจะกลายเป็นเนื้อเยื่อสะสมอาหาร แต่ในพืชบางชนิดเอนโดสเปิร์มสลายไปก่อนจึงมีการสะสมอาหารไว้ใน ใบเลี้ยงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอ็มบริโอ และรังไข่ก็จะเจริญไปเป็น ผล (furit) แต่ผลบางชนิดที่เจริญมาจากส่วนอื่นของดอก เช่น ชมพู่ สาลี่ แพร์ เจริญมาจากฐานรองดอก (receptacle) ส่วนไซโกตจะเจริญไปเป็นเอ็มบริโอ (embryo)

สรุปได้ว่า 1. การเกิดปฏิกิริยาขึ้น 2 ครั้ง (double fertilization ) 1.1 sperm nucleus (n) + egg nucleus (n) Zygote (2n) embryo (2n) 1.2 sperm nucleus (n) + 2polar nucleus (2n) endosperm (3n) 2. การเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิสนธิซ้อน 2.1 ออวุล (ovule) จะเปลี่ยนแปลงเป็นเมล็ด (seed ) 2.2 รังไข่ (ovary) จะเปลี่ยนแปลงเป็นผล (fruit) : 

สรุปได้ว่า 1. การเกิดปฏิกิริยาขึ้น 2 ครั้ง (double fertilization ) 1.1 sperm nucleus (n) + egg nucleus (n) Zygote (2n) embryo (2n) 1.2 sperm nucleus (n) + 2polar nucleus (2n) endosperm (3n) 2. การเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิสนธิซ้อน 2.1 ออวุล (ovule) จะเปลี่ยนแปลงเป็นเมล็ด (seed ) 2.2 รังไข่ (ovary) จะเปลี่ยนแปลงเป็นผล (fruit)

Slide 67: 

การเกิดผลและเมล็ด

Slide 68: 

การเกิดผล หลังจากการปฏิสนธิแล้ว ออวุลแต่ละอันเจริญเปลี่ยนไปเป็นเมล็ด (seed) ซึ่งส่วนใหญ่มีอาหารสะสมอยู่ และรังไข่เจริญไปเป็นผล (fruit) ผลไม้บางชนิดเจริญมาจากส่วนอื่นของดอก เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิล เจริญมาจากฐานรองดอกจึงเรียกว่า ผลเทียม (pseudocarp) ดอกไม้มีทั้งดอกเดี่ยวและดอกช่อ และรังไข่ของดอกแต่ละชนิดมีจำนวนที่แตกต่างกัน ทำให้ผลที่เจริญมาจากรังไข่มี ความแตกต่างกันไปด้วย

Slide 69: 

เมื่อรังไข่เจริญเป็นผล ผนังรังไข่เจริญเป็นเนื้อผล เรียกผนังรังไข่ที่เปลี่ยนแปลงว่า เพอริคาร์ป ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้นดังนี้ 1. เอพิคาร์ป (epicarp หรือ exocarp) เนื้อเยื่อชั้นนอก เจริญเป็นเปลือกชั้นนอกสุด 2. มีโซคาร์ป (mesocarp) เป็นเนื้อเยื่อชั้นกลางของเปลือก อาจจะบางหรือเป็นเนื้อเยื่อหนานุ่มกลายเป็นเนื้อผลก็ได้ 3. เอนโดคาร์ป (endocarp) เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดของเปลือก มีการเปลี่ยนแปลงต่างกันแล้วแต่ชนิดของผลไม้ อาจเปลี่ยนเป็น เนื้อผลไม้ หรือเปลือกแข็งหุ้มเมล็ดก็ได้

Slide 71: 

ชนิดของผล 1. ผลเดี่ยว (simple fruit) คือ ผลที่เกิดมาจากรังไข่อันเดียวในดอกเดียวกัน อาจเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อก็ได้ เช่น ส้ม มะเขือ ฟักทอง มะระ แตงชนิดต่างๆ มะม่วง มะปราง มะกอก ลำไย เป็นต้น 2. ผลกลุ่ม (aggregate fruit) คือ ผลที่เกิดจากรังไข่หลายรังไข่หรือกลุ่มของรังไข่ในดอกเดียวกันของดอกเดี่ยว รังไข่แต่ละอันจะกลายเป็นผลย่อยหนึ่งผล เช่น น้อยหน่า สตรอเบอรี่ ลูกจาก กระดังงา การเวก นมแมว เป็นต้น

Slide 72: 

3. ผลรวม (multiple fruit) คือ ผลที่เกิดจากรังไข่ของดอกแต่ละดอกของดอกช่อซึ่งเชื่อมรวมกันแน่น รังไข่เหล่านี้จะกลายเป็นผลย่อยๆ เชื่อมรวมกันแน่นจนคล้ายเป็นผลเดี่ยว เช่น สับปะรด ขนุน สาเก ยอ มะเดื่อ เป็นต้น

Slide 73: 

ผลกลุ่ม ผลเดี่ยว

Slide 74: 

ผลรวม

Slide 75: 

การเกิดเมล็ด ภายหลังการปฏิสนธิของพืชมีดอก ซึ่งเกิดขึ้นภายในรังไข่ ทำให้เกิดไซโกตและเอนโดสเปิร์ม ทั้งไซโกตและเอนโดสเปิร์มจะเจริญเติบโตอยู่ภายในเมล็ด โดยที่ไซโกตจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนเซลล์เจริญพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ หลังจากนั้นเอ็มบริโอก็ จะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ราก ลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ

Slide 76: 

โครงสร้างภายในเมล็ดพืช เมล็ดแต่ละชนิดอาจมีรูปร่าง ลักษณะ ขนาด ที่แตกต่างกัน แต่มีส่วนประกอบหลักเหมือนกัน คือ เปลือกหุ้มเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม

Slide 77: 

1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด เจริญ เปลี่ยนแปลงมาจากผนังของออวุล และมีลักษณะเป็นเยื่อ 2 ชั้น - ชั้นนอก ( testa) เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังชั้นนอกของออวุลปกติจะหนา แข็ง และเหนียว เป็นผลให้น้ำในเมล็ดระเหยออกไปได้ยาก ป้องกันอันตรายจากแมลงและจุลินทรีย์ - ชั้นใน (tegmen) เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังชั้นในของออวุล มักเป็นเยื่อสีขาวบางๆ

Slide 78: 

2. เอ็มบริโอ (embryo) เจริญมาจากไซโกต เกิดจากเซลล์ไข่ผสมกับสเปิร์ม และเจริญต่อไปเป็นต้นพืช ประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้ - ใบเลี้ยง (cotyledon) อยู่ติดกับเอ็มบริโอ ในเมล็ดพืช ใบเลี้ยงคู่มีใบเลี้ยง 2 ใบ ส่วนเมล็ดพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมี1 ใบ ใบเลี้ยง บางชนิดจะดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์มมาเก็บไว้ ทำให้ใบเลี้ยงอวบและมีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ใบเลี้ยงของเมล็ดถั่วดำ มะขาม มะละกอ เป็นต้น ใบเลี้ยงบางชนิดไม่สามารถดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์ม มาเก็บไว้ทำให้มีลักษณะแบนบาง เช่น ใบเลี้ยงของเมล็ดละหุ่ง มีหน้าที่…เก็บสะสมอาหารสำหรับการเจริญของเอ็มบริโอ คุ้มกันเอ็มบริโอระหว่างการงอก และใบเลี้ยงที่เจริญอยู่เหนือดินสามารถสังเคราะห์แสงได้

Slide 79: 

- เอพิคอทิล (epicotyle) อยู่เหนือตำแหน่งที่ติดกับ ใบเลี้ยง เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเจริญเป็นลำต้น ใบ และดอกของพืช ส่วนยอดของเอพิคอทิลในเมล็ดเป็นใบเล็กๆ 2 ใบและยอดอ่อน เรียกว่า พลูมูน (plumule) หรือยอดอ่อน ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเจริญซึ่งจะเจริญเป็นใบและยอดอ่อนต่อไป - ไฮโพคอทิล (hypocotyle) อยู่ระหว่างตำแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยงและตำแหน่งที่จะเจริญไปเป็นราก (อยู่ใต้ใบเลี้ยง) เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น

Slide 80: 

- แรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนล่างสุดของเอ็มบริโอต่อจาก ส่วนไฮโพคอทิลลงมา ส่วนปลายสุดของแรดิเคิลจะอยู่ตรงกับ ไมโครไพล์ของเมล็ด เป็นส่วนแรกของเอ็มบริโอที่งอกออกมาจากเมล็ด และจะเจริญเป็นรากแก้ว ถ้าเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวรากแก้วจะเจริญอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะมีรากฝอยเจริญขึ้นมาแทน เอ็มบริโอของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น พวกข้าว และหญ้า จะมีเยื่อหุ้มหนาหุ้มอยู่ตอนบน เรียกว่า คอลีออบทิล (coleoptiel) และมีเยื่อหุ้มแรดิเคิล เรียกว่า คอลีโอไรซา (coleorhiza) เยื่อหุ้มทั้งสองชนิดจะช่วยป้องกันอันตรายให้แก่เอ็มบริโอส่วนของยอดอ่อนและส่วนของแรดิเคิล เมื่อมีการงอกเกิดขึ้น

Slide 81: 

3. เอนโดสเปิร์ม เกิดจากการผสมระหว่างสเปิร์มนิวเคลียสกับ โพลาร์นิวเคลียส เป็นเนื้อเยื่อที่สะสมอาหาร ส่วนใหญ่เป็นพวกแป้ง โปรตีน ไขมัน และอื่นๆไว้สำหรับการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ และแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช

Slide 82: 

ปัจจัยในการงอกของเมล็ด น้ำหรือความชื้น เพื่อทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนนุ่ม แรดิเคิลแทงออกมาได้ง่ายและมีส่วนช่วยในการย่อยและลำเลียงอาหารไปให้ต้นอ่อนใช้ในการงอก ออกซิเจน นำไปใช้ในการหายใจ เพื่อให้ได้พลังงานสำหรับการแบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโต อุณหภูมิ เพื่อการทำงานของเอนไซม์ การงอกของเมล็ด

Slide 83: 

คือ เมื่อสภาพต่างๆ ของเมล็ดเอื้ออำนวยต่อการงอกก็ไม่สามารถงอกได้ เมื่อเก็บเมล็ดไว้สักระยะหนึ่งแล้วนำไปเพาะ เมล็ดเหล่านี้จึงสามารถงอกได้ สาเหตุของการพักตัวของเมล็ด เมล็ดบางชนิดมีเปลือกแข็งและเหนียวมาก น้ำและออกซิเจนไม่สามารถผ่านเข้าไปในเมล็ดได้ เมล็ดบางชนิดมีสารยับยั้งการงอกเคลือบอยู่ที่ผิว สภาพเอ็มบริโอภายในเมล็ดยังไม่เจริญเต็มที่ ระยะพักตัว (dormancy)

Slide 84: 

การงอกที่ใบเลี้ยงชูขึ้นมาเหนือดิน (epigeal germination) หลังจากแรดิเคิลงอกออกมาแล้ว ส่วนของไฮโพคอทิลจะเจริญดีจึงดัน เอพิคอทิลละใบเลี้ยงชูขึ้นไปเหนือดิน มักจะพบในพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น บัว ถั่ว มะขาม การงอกที่ใบเลี้ยงจมอยู่ใต้ดิน (hypogeal germination) หลังจาก แรดิเคิลงอกออกมาแล้ว ส่วนที่เจริญดีตามมาคือ เอพิคอทิลเท่านั้น ที่ชูขึ้นมาเหนือดิน ส่วนใบเลี้ยงและไฮโพคอทิลยังจมอยู่ ใต้ดิน มักจะพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าว ข้าวโพด มะพร้าว สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ ลักษณะการงอกของเมล็ด

Slide 86: 

หมายถึง ลักษณะรวมๆ หลายประการของเมล็ด อันเป็นลักษณะเด่นที่เมล็ดสามารถแสดงออกมาเมื่อนำเมล็ดนั้นไปเพาะในสภาวะแวดล้อมที่แปรปรวน ไม่เหมาะสม สูตร ดัชนีการงอก = ผลบวกของ ความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ (seed vigour)

Slide 87: 

การขยายพันธุ์ของพืช

Slide 88: 

นอกจากพืชจะขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ซึ่งเป็นวิธีการสืบพันธ์แบบอาศัยเพศแล้ว ยังมีการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจากส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่เมล็ด เช่น ลำต้น กิ่ง ใบราก เป็นต้น อาจเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ วิธีนี้มีประโยชน์ต่อการขยายพันธ์พืชที่มีลักษณะดี เพราะพืชต้นใหม่มักมีลักษณะเหมือนต้นเดิมไม่กลายพันธุ์ รวมทั้งให้ดอกและผลเร็ว แต่มีข้อเสียที่ไม่มีรากแก้วทำให้ลำต้น ไม่แข็งแรง

Slide 89: 

พืชที่ขายพันธุ์ด้วยลำต้น มักเป็นลำต้นใต้ดินที่สะสมอาหารจำพวกแง่ง หรือหัว เช่น ขิงข่า ขมิ้น เผือก เป็นต้น พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยกิ่ง อาจทำได้โดย การปักชำ การตอน การติดตา เสียบยอด หรือทาบกิ่ง เช่น ชบา พู่ระหง โกสน มะลิ กุหลาบ มะม่วง เป็นต้น พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยราก มักเป็นรากที่สะสมอาหาร เช่น มันเทศ เป็นต้น ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีชีวภาพ ในการเลี้ยงเนื้อเยื่อมาใช้ในการขยายพันธุ์พืช โดยเฉพาะพืชที่ได้รับการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ วิธีการเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ต้นพืชที่ได้ใหม่จะมีลักษณะตรงตามพันธุ์เดิม เหมาะที่จะขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ หรือพืชที่ปกติจะขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ยากหรือไม่ได้เลย

Slide 90: 

การขยายพันธุ์โดยการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช(tissue culture) การเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเป็นการนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ เนื้อเยื่อ เซลล์ แม้กระทั่งโพรโทพลาสต์(โพรโทพลาสซึมที่มีเยื่อหุ้มเซลล์ที่ปราศจากผนังเซลล์ห่อหุ้ม) มาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ซึ่งชิ้นส่วนของพืชที่นำมาเลี้ยงเหล่านี้ จะเจริญ ไปเป็น ต้น ราก หรือเจริญเป็นแคลลัส(callus) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น กลุ่มเซลล์พาเรงคิมา เซลล์ส่วนนี้จะเจริญเป็นแคลลัสขนาดใหญ่ที่สามารถ ชักนำให้เปลี่ยนแปลงไปเป็น ต้น หรือ ราก ระยะนี้อาจแบ่งเพิ่มจำนวนได้มากขึ้นเรื่อยๆโดยแยกไปเลี้ยงในอาหารใหม่

Slide 91: 

หลักการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ในการเลี้ยงเนื้อเยื่อ พืชจะต้องนำชิ้นส่วนของพืชมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุต่าง แร่ธาตุเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบ ของโครงสร้างเซลล์ ผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ โครโมโซม คลอโรพลาสต์ ฯลฯ หรือเป็นองค์ประกอบ สารเคมีที่จำเป็นต่อกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน กรดอะมิโน ฯลฯ นอกจากนี้ในอาหารสังเคราะห์จะต้องมีแหล่งที่ให้พลังงานแก่เซลล์ ได้แก้แก่พวกน้ำตาลต่างๆและยังมีวิตามิน สารควบคุมการเจริญเติบโตอื่นๆเช่น ออกซิน และไซโทไคนิน สารเหล่านี้จะทำให้เนื้อเยื่อเจริญได้ดี ทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ การขยายขนาดของเซลล์และเปลี่ยนรูปร่างของเซลล์ไปทำหน้าที่เฉพาะอย่าง ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทั่วไปนี้ใช้อุณหภูมิระหว่าง 23-38 องศาเซลเซียส ความสว่างของแสงช่วง1000-2000 ลักซ์

Slide 92: 

ขั้นตอนในการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีดังนี้ 1. นำชิ้นส่วนของพืชมาตัดแบ่งและนำไปฟอกค่าเชื้อจุลินทรีย์ ที่ผิวของพืช แล้วนำมาเลี้ยงในขวดอาหาร ตามขวดที่เหมาะสมแล้วแต่ชนิดของพืช จนได้แคคลัสหรือต้นที่ปลอดเชื้อ 2. ตัดแบ่งแคลลัสออกเป็นชิ้นเพื่อการเพิ่มจำนวนหรือถ้าเจริญเป็นต้นแล้วจะมีมากกว่า 1 ต้น ก็แยกออกไปเลี้ยงในอาหารใหม่ทุก 1 เดือน เพื่อเพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ ตามจำนวนที่ต้องการ

Slide 93: 

3. เมื่อได้ต้นที่มากพอแล้ว ก็ชักนำให้รากงอกและเมื่อเจริญเป็นต้นที่แข็งแรงแล้ว จึงนำออกจากขวดปลูกลงดินนอกจากนี้ ในปัจจุบัน ยังมีการทำเมล็ดเทียม เพื่อใช้ขยายพันธุ์ได้บางชนิด เช่น แครอทยาสูบ หน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งการผลิตเมล็ดเทียมนี้ได้พัฒนา มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยการนำเซลล์ของพืชที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อทำเป็นเอ็มบริโอเทียมเรียกว่า โซมาติกเอ็มบริโอ (somatic embryo) แทนไซโกติกเอ็มบริโอ ซึ่งเกิดจากการปฏิสนธิแล้วจึงนำมาห่อหุ้มด้วยสารอาหารที่ทำหน้าที่แทนเอนโดสเปิร์มและ ด้านนอกสุดห่อหุ้มด้วยส่วนที่แข็งแรง ทำหน้าที่เป็นเปลือกหุ้ม เมล็ดเทียม

ข้อทดสอบ : 

ข้อทดสอบ คำชี้แจง จงเลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว 1.ข้อใดคือดอกสมบูรณ์เพศ ก.ดอกสมบูรณ์ ข.ดอกไม่สมบูรณ์ ค.ดอกเดี่ยว ง.ข้อ ก และ ข 2.ข้อใดคือดอก solitary flower ก.ดอกกุยช่าย ข.ดอกมะลิ ค.ดอกผักบุ้ง ง.ดอกดาวกระจาย

Slide 95: 

3. ข้อใดดอกไม้มีวงครบทั้ง 4 วง ก.ดอกกุหลาบ ข.ดอกแตงกวา ค.ดอกบวบ ง.ดอกฟักทอง 4. ดอกช่อใดไม่มีก้านชูดอกย่อย และดอกย่อยอยู่ชิดติดกัน ก.ดอกหางนกยูง ข.ดอกมะลิ ค.ดอกผกากรอง ง.ดอกเข็ม 5. ดอกรอบนอกของดอกทานตะวันจะเป็นแบบใด ก.เป็นหมัน ข.ดอกตัวผู้ ค.ดอกตัวเมีย ง.ข้อ ก และ ค

Slide 96: 

6. ดอกช่อที่เป็นชนิดเดียวกับดอกทานตะวันได้แก่ข้อใดบ้าง ก.ดอกดาวเรือง ข.ดอกบานชื่น ค.ดอกเยอบีรา ง. ถูกทุกข้อ 7.ดอกไม้ที่มีวิวัฒนาการไปมากกว่าดอกไม้อื่นคือข้อใด ก.ดอกเฟื่องฟ้า ข.ดอกโป๊ยเซียน ค.ดอกพุทธรักษา ง.ถูกทุกข้อ 8.ดอกข้าว ดอกหญ้า จัดเป็นดอกประเภทใด ก.ดอกสมบูรณ์เพศ ข.ดอกสมบูรณ์ ค.ดอกไม่สมบูรณ์ ง.ข้อ ก และ ค

ประเภทของดอกไม้ : 

ประเภทของดอกไม้

ประเภทของดอกไม้ : 

ประเภทของดอกไม้ 1. การใช้ส่วนประกอบของดอกเป็นเกณฑ์ ดอกครบส่วน (Complete Flower) หมายถึง ดอกที่มีส่วนประกอบครบทั้ง 4 ชั้นคือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ดอกไม่ครบส่วน (Incomplete Flower) หมายถึง ดอกที่มีส่วนประกอบไม่ครบทั้ง 4 ชั้น

Slide 99: 

ดอกครบส่วน ดอกไม่ครบส่วน

ประเภทของดอกไม้ : 

ประเภทของดอกไม้ 2. การใช้เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียเป็นเกณฑ์ ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect Flower) หมายถึง ดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect Flower) หมายถึงดอกที่มีแต่เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่ง

ดอกไม่สมบูรณ์เพศ : 

ดอกไม่สมบูรณ์เพศ เกสรตัวผู้ รังไข่ ยอดเกสรตัวเมีย

การปฏิสนธิ (Fertilization) : 

การปฏิสนธิ (Fertilization) กระบวนการที่นิวเคลียสของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ผสมกับนิวเคลียสของเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย

การปฏิสนธิซ้อน (Double fertilization) : 

การปฏิสนธิซ้อน (Double fertilization)

Slide 105: 

การเกิดผลและเกิดเมล็ด

ผล (fruit) : 

ผล (fruit)

สรุปการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช : 

สรุปการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ การถ่ายละอองเรณู การปฏิสนธิ การเกิดผลและเมล็ด

Slide 109: 

การขยายพันธุ์พืช แบบไม่อาศัยเพศ ติดตา ปักชำ การตอน ต่อกิ่ง ทาบกิ่ง แตกหน่อ สร้างสปอร์ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง : 

เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง

ควั่นกิ่ง ลอกเอาเปลือกออก แล้วขูดเยื่อเจริญ : 

ควั่นกิ่ง ลอกเอาเปลือกออก แล้วขูดเยื่อเจริญ

นำตุ้มตอน ผ่าตามความยาวแล้วนำไปหุ้มบนรอยแผลของกิ่งตอน มัดด้วยเชือกทั้งบนและล่างรอยแผล : 

นำตุ้มตอน ผ่าตามความยาวแล้วนำไปหุ้มบนรอยแผลของกิ่งตอน มัดด้วยเชือกทั้งบนและล่างรอยแผล

การทาบกิ่ง : 

การทาบกิ่ง

การติดตา : 

การติดตา

การแตกหน่อ : 

การแตกหน่อ

การสร้างสปอร์ (Sporulation) : 

การสร้างสปอร์ (Sporulation)

การเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช  (Tissue culture) : 

การเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช  (Tissue culture)