Fluid and Electrolyte Therapy

Views:
 
Category: Education
     
 

Presentation Description

Fluid and Electrolyte therapy Thepakorn Sathitkarnmanee MD Sirirat Tribuddharat MD Kriangsak Ngamsaengsirisup Sarinya Chantawong MD Department of Anesthesiology, Faculty of Medicine, Khon Kaen University, Thailand

Comments

Presentation Transcript

Fluid Therapy:

รศ.เทพกร สาธิตการมณี ผศ.สิริรัตน์ ตรีพุทธรัตน์ อ . ศรินญา จันทะวงศ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น Fluid Therapy

Contents:

Contents ทราบปริมาณและสัดส่วนของน้ำในร่างกาย 1. ทราบกลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย 2. ทราบชนิดและข้อบ่งใช้ของสารละลายที่ให้ทางหลอดเลือดดำ 3. ทราบการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำในระหว่างผ่าตัด 4. ทราบผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ 5 .

ปริมาณและสัดส่วนของน้ำในร่างกาย :

ปริมาณและสัดส่วนของน้ำในร่างกาย เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 60 ของน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 52 ของน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม ในทารกคลอดก่อนกำหนด ร้อยละ 85 ในทารกคลอดครบกำหนด ร้อยละ 75 วัยชรา เหลือเพียงร้อยละ 52-58 อัตราส่วนของน้ำเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุ เพศ ความอ้วนผอม

สัดส่วนของน้ำในร่ายกายแบ่งได้ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงปริมาณและสัดส่วนน้ำในร่างกายน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ( Ellison N. Managing fluids, electrolytes and blood loss, 1992 : 166-79):

สัดส่วนของน้ำในร่ายกายแบ่งได้ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงปริมาณและสัดส่วนน้ำในร่างกายน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ( Ellison N. Managing fluids, electrolytes and blood loss, 1992 : 166-79) ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย (TBW) = 60 % ของน้ำหนักตัว = 42 ลิตร ปริมาณน้ำในเซลล์ ( ICF) = 40% ของน้ำหนักตัว = 28 ลิตร ปริมาณน้ำนอกเซลล์ (ECF) = 20% ของน้ำหนักตัว = 14 ลิตร ปริมาณน้ำระหว่างเซลล์ (ISF) = 15% = 10.5 ลิตร พลาสมา (IVF) = 5% = 3.5 ลิตร สัดส่วนของน้ำในร่ายกายแบ่งได้ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงปริมาณและสัดส่วนน้ำในร่างกายน้ำหนัก 70 กิโลกรัม

Slide 5:

น้ำใน potential cavity ต่างๆ ที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับน้ำในส่วนอื่นๆได้ เช่น CSF, Intraocular fluid, ascites เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 1-3 ของน้ำหนักตัว สัดส่วนของน้ำในร่ายกาย

Slide 6:

การกระจายของน้ำขึ้นอยู่กับ แรงดันในแต่ละส่วน จำนวนโมเลกุล ชนิดของสารละลาย คุณสมบัติของเนื้อเยื่อที่กั้นขวาง : cell membrane, capillary endothelial membrane กลไกการแลกเปลี่ยนน้ำในแต่ละส่วน

Slide 7:

คุณสมบัติของ cell membrane: Semipermeable ยอมให้สารละลายผ่านได้ตาม oncotic pressure จนกว่าจะ “equilibrium” ไม่ยอมให้สารโมเลกุลใหญ่ผ่านได้ สารที่มีประจุไฟฟ้าสูง เช่น K, Na ต้องอาศัย Na-K ATPase pump: Intracellular: K>Na Extracellular: Na>K กลไกการแลกเปลี่ยนน้ำในแต่ละส่วน

Slide 8:

คุณสมบัติของ capillary endothelial membrane: ยอมให้น้ำ ไอออน และสารละลายบางชนิด เช่น glucose ผ่านได้ตามอิสระ ไม่ยอมให้สารโมเลกุลใหญ่ผ่านได้ เช่น โปรตีน การไหลเข้าออกของ plasma ตามแรงดัน เรียกว่า Filtration pressure กลไกการแลกเปลี่ยนน้ำในแต่ละส่วน

ตารางที่ 2 ส่วนประกอบของเกลือแร่เป็น mEq/ลิตร ในส่วนของพลาสมา น้ำระหว่างเซลล์และน้ำในเซลล์ :

ตารางที่ 2 ส่วนประกอบของเกลือแร่เป็น mEq/ ลิตร ในส่วนของพลาสมา น้ำระหว่างเซลล์และน้ำในเซลล์ ชนิดของเกลือแร่ พลาสมา น้ำระหว่างเซลล์ น้ำในเซลล์ โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม 142.0 4.0 5.0 3.0 140.0 4.5 3.5 3.0 15.0 157.0 5.0 27.0 รวมประจุบวก 154.0 151.0 204.0

Slide 10:

ชนิดของเกลือแร่ พลาสมา น้ำระหว่างเซลล์ น้ำในเซลล์ คลอ ไรด์ ไบ คาร์บอเนต ฟอสเฟต ซัลเฟต กรด organic โปรตีน 103.0 27.0 2.0 1.0 5.0 16.0 114.0 27.0 2.0 1.0 5.5 1.5 4.0 10.0 100.0 18.0 - 72.0 รวมประจุลบ 154.0 151.0 204.0 ตารางที่ 2 ส่วนประกอบของเกลือแร่เป็น mEq/ ลิตร ในส่วนของพลาสมา น้ำระหว่างเซลล์และน้ำในเซลล์

Slide 11:

ภาวะปกติ osmolarity (intra&extracellular) = 285 + 5 mOsm/kg สัดส่วนของน้ำในร่ายกาย Plasma osmolarity = 2(Na+K)+BUN/2.8+glucose/18

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย :

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย Baroreceptor reflex Transcapillary refill Renin-angiotensin system Antidiuretic hormone (ADH)

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย :

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย Baroreceptor reflex Plasma volume Pressure area at Vasomotor center Catecholamine release Tachycardia, increase contractility Peripheral vasoconstriction Venous return, CO Carotid sinus, aortic arch Sympathetic stimulation

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย :

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย Transcapillary refill Plasma volume : ดึงน้ำจาก interstitial fluid เข้ามาแทนที่ใน plasma compartment เกิดขึ้นเมื่อมี blood loss > 20% หรือ ECF loss 6-10%

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย :

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย Renin-angiotensin system Decreased RBF Angiotensin Angiotensin I Aldosterone release Increase Na reabsorption and water renin Angiotensin I Angiotensin II Converting enz

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย :

กลไกควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของน้ำในร่างกาย Antidiuretic hormone (ADH) Decreased ECF Increase ADH กระหายน้ำ Increase Na reabsorption and water Posterior hypothalamus Thirst center

การประเมินสภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องสารละลายและเกลือแร่ :

การประเมินสภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องสารละลายและเกลือแร่ History Physical Examination Urine Examination Serum Blood Chemistry Central Venous Pressure (CVP) Pulmonary Capillary Wedge Pressure (PCWP)

Central venous pressure (CVP) :

Central venous pressure (CVP) Normal CVP 8-12 cmH 2 O : CVP = Hypovolemia CVP = ผู้ป่วยมีการทำงานของหัวใจล้มเหลว หรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจบกพร่อง ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดตีบ อาจมีสาเหตุจากการได้ยา หรือเป็นกลไกตอบสนองของร่างกาย

Fluid Challenge Test โดยใช้ CVP :

Fluid Challenge Test โดยใช้ CVP Load : 200-250 ml ใน 10 นาที ค่า CVP < 2 cmH 2 O : ให้สารละลายนั้นทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วยด้วยอัตราเร็วคงเดิม ได้อย่างปลอดภัย ค่า CVP > 5 cmH 2 O : ต้องหยุดให้สารละลายนั้นในอัตราเร็วทันทีและให้ชะลออัตราเร็วโดยพิจารณาให้ช้าลงเช่น เปลี่ยนให้ในอัตราเร็ว 50-100 มล . ใน 10 นาที ค่า CVP > 2 < 5 cmH 2 O : หยุดรอ 10 นาที

Fluid Challenge Test โดยใช้ PCWP :

Fluid Challenge Test โดยใช้ PCWP PCWP : 12-15 mmHg (200-250ml ใน 10 นาที) ค่า PCWP < 3 mmHg : สามารถให้สารละลายนั้นต่อ ด้วยอัตราเร็วคงเดิม ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้ป่วย ค่า PCWP > 7 mmHg : หยุดการให้สารละลายนั้นในอัตราเร็วเพราะบ่งว่าสภาพหัวใจผู้ป่วยไม่สามารถทนรับปริมาณสารละลายนั้นในอัตราเร็วได้ ค่า PCWP >3<7 mmHg : ให้รอ 10 นาที

ชนิดของสารละลายที่ให้ทางหลอดเลือดดำ :

ชนิดของสารละลายที่ให้ทางหลอดเลือดดำ สารละลายชนิด Crystalloid : Maintenance : Replacement สารละลายชนิด Colloid : Natural Colloid : Synthetic Colloid

สารละลายชนิด Crystalloid :

สารละลายชนิด Crystalloid

ข้อบ่งใช้ :

ข้อบ่งใช้ ให้เป็น Maintenance Fluid ของร่างกายในขณะงดน้ำและอาหาร ทดแทนเกลือแร่และพลังงาน กรณีที่ร่างกายมีพยาธิสภาพ ทดแทนการเสียเลือด นิยมให้เป็น Isotonic หรือ Balanced Salt Solutions ทดแทนการเสียน้ำระหว่างผ่าตัด หรือในกรณีมีไข้

สารละลายชนิด Crystalloid :

สารละลายชนิด Crystalloid แบ่งตามการใช้งาน Maintenance : 5% D/NSS, 5% D/N/2, 5% D/N/3, 5%-10% D/N/4, 5%-10% D/N/5 หรือ 5% D/W Replacement : Isotonic Solution : 0.9% NSS Balanced Salt Solution : AR, LR

สารละลายชนิด Crystalloid :

สารละลายชนิด Crystalloid แบ่งตาม tonicity Isotonic 0.9%NaCl, NSS Acetated Ringer’s, Lactated Ringer’s: lactate bicarbonate Hypotonic: 0.45% NaCl Hypertonic: 3%, 7%NaCl

ตารางที่ 3 แสดงส่วนประกอบของ Crystalloid ชนิดต่างๆ:

ตารางที่ 3 แสดงส่วนประกอบของ Crystalloid ชนิดต่างๆ ชนิดของสารละลาย ส่วนประกอบของสารละลาย Crystalloid (mEq/ ลิตร ) Na + K + CI - HCO 3 - Lac tate Ace tate pH mOsm/ ลิตร ECF 140 5 108 27 - - 7.4 285 0.9%NSS 154 - 154 - - - 6.0 308 LR 130 4 109 - 28 - 6.8 273 AR 130 4 109 - - 28 7.4 271

Slide 27:

ชนิดของสารละลาย ส่วนประกอบของสารละลาย crystalloid (mEq/ ลิตร ) Na + K + CI - HCO 3 - Lac tate Ace tate pH mOsm/ ลิตร 5% Dextrose - - - - - - 4.5 252 5% D/NSS 154 - 154 - - - 6.0 - 5% D/N/2 77 - 77 - - - 4.5 406 ตารางที่ 3 แสดงส่วนประกอบของ Crystalloid ชนิดต่างๆ

สารละลายชนิด Crystalloid :

สารละลายชนิด Crystalloid Isotonic กระจายในพลาสมา : น้ำระหว่างเซลล์ = 1:3 ทดแทนเป็น 4 เท่าของเลือดที่เสียไป อยู่ในหลอดเลือด ประมาณ 1-2 ชม . NSS, 0.9%NaCl: เหมาะกับผู้ป่วยที่มี met alkalosis, ผู้ป่วยที่ต้องการหลีกเลี่ยง K LRS, ARS: ระวังการให้ LRS ในผู้ป่วยโรคตับหรือ K สูง ( lactate HCO3 ไม่ดี)

สารละลายชนิด Crystalloid :

สารละลายชนิด Crystalloid 2. Hypotonic: 0.45% NaCl ไม่ควรใช้เพื่อทดแทนการสูญเสียสารน้ำ หรือเลือด : ทำให้น้ำกระจายออก เหลือในเส้นเลือดน้อย ทำให้โซเดียมต่ำ ปัสสาวะออกมากได้

สารละลายชนิด Crystalloid :

สารละลายชนิด Crystalloid 3. Hypertonic: 3%, 7.5%NaCl Osmolality สูง ดึงน้ำกลับเข้าเซลล์ ข้อควรระวัง ไม่ควรให้เร็วเพราะในช่วงแรกความดันจะต่ำลงจาก vasodilate เพิ่มพลาสมาได้เพียง 1-2 ชั่วโมง ใช้นานๆ อาจทำให้เซลล์ขาดน้ำได้ เพิ่มระดับโซเดียมในเลือด

Slide 31:

สารละลายชนิด Colloid

สารละลายชนิด colloid :

สารละลายชนิด colloid Natural Colloid : เลือด พลาสมา 5% และ 25% อัลบูมิน Synthetic Colloid : Gelatin : Haemaccel , Gelofusine , Gelifundol และ Gelafundin Hydroxyethyl Starch : 6% และ 10% HAES- steril Sucrose : Dextran 70, Dextran 40

Slide 33:

ใช้ทดแทนปริมาณน้ำในร่างกายเพราะสารละลาย Colloid จะคงอยู่ในส่วนของหลอดเลือดได้นาน ใช้ทดแทนปริมาณน้ำในร่างกาย กรณีที่ทำเทคนิค Normovolemic Hemodilution เพิ่มการไหลเวียนเลือดส่วน microcirculation เช่น ในภาวะช็อกหรือในการผ่าตัดหลอดเลือด ข้อบ่งใช้

Slide 34:

ทดแทนการเสียเลือด เมื่อสูญเสียเลือดไปร้อยละ 15-20 ไม่เกินร้อยละ 30 ของปริมาณเลือด ให้ผลดีกว่าการให้ Crystalloid เพียงอย่างเดียว โดยทดแทนให้ 1-2 เท่าของเลือดที่สูญเสีย (ถ้า Hct>25-30%) ทดแทนการเสียโปรตีน ** ให้ในขนาดไม่เกิน 25 มล ./ กก .** ข้อบ่งใช้

Slide 35:

คงสภาพเดิมในรูปของเหลวได้ดีแม้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เก็บไว้ได้นาน 3-5 ปี ปราศจากเชื้อ (Non-Pyrogen) สามารถรักษาแรงดัน Osmotic ได้สูง และคงสภาพในหลอดเลือดได้นานโดยมี Half-Life หลายชั่วโมง ข้อดี

Slide 36:

มีราคาแพง ไม่สามารถนำออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆได้ จึงไม่ได้ผลดีเท่ากับการให้เลือด อาจเกิดอาการแพ้แบบ Anaphylaxis ได้ ทำให้หลั่งสาร Histamine จึงควรใช้อย่างระวังในผู้ป่วย Pheochromocytoma ผู้ป่วยโรคหืด ข้อเสีย

Slide 37:

ไม่สามารถแก้ไขภาวะพร่องน้ำในส่วนของน้ำระหว่างเซลล์ได้ จากมีโมเลกุลใหญ่ออกจากผนังหลอดเลือดฝอยได้ยาก Colloid เช่น 25%Albumin, Dextran หรือ 10%HAES-steril มีแรงดัน Oncotic สูง จึงดูดน้ำจากส่วนของน้ำระหว่างเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดได้มาก เกิดภาวะน้ำเกินได้ บางชนิดของสารละลายนี้ รบกวนต่อการแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดและรบกวนการตรวจหากลุ่มเลือดของผู้ป่วยได้ ข้อเสีย

ตารางที่ 4 แสดงส่วนประกอบของสารละลาย colloid:

ตารางที่ 4 แสดงส่วนประกอบของสารละลาย colloid ชนิดของสารละลาย ส่วนประกอบของสารละลาย crystalloid (mEq/ ลิตร ) Na + K + CI - HCO 3 - Ca ++ Mg ++ pH mOsm/ ลิตร Haemacel 145 5 145 - 6.2 - 7.3 350 Gelofusine 154 0.4 125 - 0.4 - 7.4 465 Hydroxyethyl starch 154 - 154 - - - 5.5 310

สารละลายชนิด colloid :

สารละลายชนิด colloid Albumin เพิ่มพลาสมาได้ 1:1 Half life ในพลาสมา 16 ชั่วโมง มี 5%, 20%, 25% ผลข้างเคียง : ทำให้ ionized Ca ลดลง

สารละลายชนิด colloid :

สารละลายชนิด colloid 2. Gelatin : Haemaccel , Gelofusine , Gelifundol และ Gelafundin เพิ่มพลาสมา 0.8-1 เท่าของปริมาณที่ให้ Half life ในพลาสมา 2-6 ชั่วโมง ไม่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาการแพ้

สารละลายชนิด colloid :

สารละลายชนิด colloid 3. Hydroxyethyl Starch 6% และ 10% HAES- steril มีโอกาสแพ้น้อยกว่า gelatin มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด ไม่ควรใช้เกิน 20 cc/kg/day

สารละลายชนิด colloid :

สารละลายชนิด colloid 4. Dextran ใช้เพื่อเพิ่ม microcirculation ป้องกันการอุดตันเส้นเลือดขนาดเล็ก กำจัดทางไต อาจเกิดอาการแพ้ รบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด และปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

ตารางที่ 5 แสดงการกระจายของสารละลายในส่วนของน้ำระหว่างเซลล์ น้ำในหลอดเลือด และ half-life :

ตารางที่ 5 แสดงการกระจายของสารละลายในส่วนของน้ำระหว่างเซลล์ น้ำในหลอดเลือด และ half-life ชนิดของสารละลาย การกระจายของน้ำ ( %) Half-life (hr) Interstitial (ISF) Intravascular (IVF) Crystalloid 70-80 20-30 1-2 Gelatin 50 50 4-6 Hydroxyethyl starch 0 100 12-24 25% Albumin 20 80 >24

การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วยในระหว่างทำผ่าตัด :

การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วยในระหว่างทำผ่าตัด 1. Maintenance (M) 2. Estimated Fluid Deficit (D) 3. Third Space Loss (T) 4. Blood Loss (L)

1. Maintenance (M) ::

1. Maintenance (M) : Infant < 10 kg = 4 ml/kg/hr (4) > 10-20 kg = 40 +2 ml/kg/hr (2) > 20 kg = 60 +1 ml/kg/hr (1) ควรให้สารละลาย 5-10%D/NSS, N/2, N/3, N/4

2. Estimated Fluid Deficit (D) ::

2. Estimated Fluid Deficit (D) : D = M x NPO time D/2 = ให้แก้ใน 1 ชั่วโมงแรก D/4 = ให้แก้ในชั่วโมงที่ 2 และ 3 ทดแทนด้วย Balanced salt solutions เช่น AR, LR

3. Third Space Loss :

3. Third Space Loss  แผลผ่าตัดขนาดเล็ก : 2-3 มล ./ กก ./ ชม . เช่น ผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าตัดไส้เลื่อน  แผลผ่าตัดขนาดปานกลาง : 4-6 มล ./ กก ./ ชม . เช่น ผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้อง ผ่าตัดถุงน้ำดี ผ่าตัดนิ่วไต  แผลผ่าตัดขนาดใหญ่ : 7-8 มล ./ กก ./ ชม . เช่น ผ่าตัด A-P Resection ผ่าตัดตัดต่อลำไส้

4. Blood Loss :

4. Blood Loss ค่า Acceptable Blood Loss (ABL) คือ ปริมาณเลือดที่ยอมรับให้สูญเสียได้ในขณะผ่าตัด ABL = EBV x ( Hct Pt - Hct La ) Hct Pt Hct Pt (Patient hematocrit) คือ ค่าฮีมาโตคริ ต เริ่มต้นของผู้ป่วย Hct La (Lowest allowable hematocrit) คือค่าฮีมาโตคริตต่ำสุดที่ยอมรับ (24-30 %) โดยทั่วไปคิดที่ 30 % 4. Blood Loss

4. Blood Loss :

4. Blood Loss ค่า Estimated Blood Volume (EBV) คือ ปริมาณเลือดในร่างกาย โดยเฉลี่ยคำนวณได้ดังนี้ ผู้หญิง คิดประมาณ 65 มล ./ กก . ผู้ชาย คิดประมาณ 70-75 มล ./ กก . เด็ก คิดประมาณ 80-85 มล ./ กก .

ผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ :

ผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ Water intoxication ภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ , Air Embolism การอักเสบของหลอดเลือดดำ

ภาวะผิดปกติทาง Electrolytes :

ภาวะผิดปกติทาง Electrolytes 1. ภาวะ Hyponatremia 2. ภาวะ Hypernatremia 3. ภาวะ Hypokalemia 4. ภาวะ Hyperkalemia 5. ภาวะ Hypocalcemia 6. ภาวะ Hypercalcemia

Slide 52:

Hyponatremia : (Na + < 130 mEq/L) Usually be replaced with isotonic solutions 3 % saline solution : Rate of 1 ml/min A maximum of 13 ml/kg (Na + <120 mEq/L) with symptoms of cerebral edema (seizures, coma) Electrolytes Imbalance

Slide 53:

Hypernatremia : (Na + > 145 mEq/L) Gradual rehydration : 5 % D/W ปริมาณน้ำที่ขาด = 0.6 x BW (serum Na/serum Na req )-1 Rapid fall in intracellular Na + can cause cerebral edema Electrolytes Imbalance

Slide 54:

Hypokalemia : (K + < 3.5 mEq /L) Monitor ECG: T wave ต่ำลง , มี U wave, prolong PR interval, wide QRS complex Slow replacement, Adequate urine output K + to be replaced may be calculated : K ( mEq ) required = 0.3 x BW x (4 – K m ) BW = Body weight (kg) K m = Serum K + concentration measured K + : Not be administered >0.5 mEq /kg/hr Electrolytes Imbalance

Slide 55:

Hyperkalemia : Acute (K + > 6.5 mEq/L)  Monitor ECG: tall T wave, short P wave, VF, VT  Hyperventilation  NaHCO 3 1-2 mEq/kg (IV) (dilute1:2)  CaCl 2 5-10 mg/kg (IV)  Glucose (1 ml/kg D50) + Regular Insulin (0.1-0.2 units/kg) (IV) Electrolytes Imbalance

Slide 56:

Hypocalcemia : (Ca ++ < 8 mg%) มักจะมีอาการ คือ CO ต่ำ เกิด CHF และ Pulmonary edema ได้ง่ายในขณะให้ยาสลบ ถ้าร่วมกับให้ NaHCO 3 หรือ Hyperventilation จะทำให้เกิด Respiratory และ Metabolic alkalosis ทำให้ Ionized Ca ++ ต่ำลง ผลคือ CO ยิ่งต่ำลงมากขึ้น และเกิด Convulsion, Poor feeding และ Periodic apnea ได้บ่อ ย ECG จะพบลักษณะ Prolonged QT interval Electrolytes Imbalance

Slide 57:

Hypocalcemia : (Ca ++ < 8 mg%) การรักษา ให้ฉีด Ca ++ gluconate 10-30 มก ./ กก . หรือ Ca ++ chloride 10 มก ./ กก . เข้าหลอดเลือดดำช้าๆ โดยดูการเต้นของหัวใจจาก ECG ประกอบไปด้วย ระวังอย่าให้มี Bradycardia พิจารณาให้สารน้ำ เป็น Ringer’s lactate หรือ Ringer’s acetate ร่วมด้วยในขณะให้ยาสลบ เพราะสารน้ำเหล่านี้มีแคลเซียมอยู่ด้วย Electrolytes Imbalance

Slide 58:

หนังสืออ้างอิงหรือสำหรับอ่านเพิ่มเติม วิสัญญีวิทยา ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทย์ ม.ขอนแก่น วิสัญญีวิทยาคลินิก ภาควิชาฯ คณะแพทย์ ม.ขอนแก่น Clinical anesthesiology ของ Morgan GE, Jr., Mikhail MS, Murray MJ, Larson CP,Jr. eds. 3 rd ed. Textbook of anaesthesia. Aitkenhead AR, Smith G, eds. 2 nd ed.

Slide 59:

Question??

Slide 60:

Thank You !

authorStream Live Help