ทว.226 เทววิทยาศีลล้างบาป+กำลัง - 7

Views:
 
Category: Education
     
 

Presentation Description

No description available.

Comments

Presentation Transcript

เทววิทยาศีลล้างบาปและศีลกำลัง : 

เทววิทยาศีลล้างบาปและศีลกำลัง - สมัยกลาง (ต่อ) - สมัยใหม่

7. ศีลล้างบาปในสมัยกลาง (ต่อ) : 

7. ศีลล้างบาปในสมัยกลาง (ต่อ) St Anselm of Cantebury เรื่องความรอดของทารกที่ตายไปโดยไม่ได้รับศีลล้างบาป วิญญาณของผู้ที่ยังมิได้ล้างบาปที่เป็นทารกไม่ได้เข้าสู่สวรรค์ แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ไม่ต้องทนทุกข์ การลงโทษอย่างเดียวที่พวกเขาได้รับคือ พวกเขาไม่อาจแลเห็นพระเจ้าได้ นอกจากนี้พวกเขาอยู่ในสถานะของความสุขตามธรรมชาติ ตามเหตุตามผลแล้ว สถานที่ที่วิญญาณเหล่านี้ไปเพียงอยู่นอกสวรรค์ที่ชายขอบ (ในลิมโบ้)

Slide 3: 

ในศตวรรษที่ 12 และต้นศตวรรษที่ 13 เป็นเรื่องปกติที่จะนิยามศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในด้านสสาร และรูปแบบ วัสดุหรือกริยาท่าทางในพิธีกรรม และคำพูดที่ใช้ หรือความหมายที่มีอยู่

Slide 4: 

ปีเตอร์ ลอมบาร์ด (Peter Lombard) ให้นิยามศีลล้างบาปว่าเป็น “การจุ่มหรือการชำระล้างร่างกายภายนอกพร้อมกับคำพูดที่ได้กำหนดไว้” ฮิว ออฟ เซนต์วิกเตอร์ (Hugh of St. Victor) ให้นิยามศีลล้างบาปว่าเป็น “น้ำที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์โดยพระวาจาของพระเจ้าเพื่อชำระล้างบาปให้หมดสิ้นไป” นิยามท้ายสุดนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจในสมัยกลางนี้ว่า ศีลล้างบาปเป็นสิ่งที่ชำระวิญญาณให้สะอาดจากบาป

นักบุญโทมัส อไควนัส : 

นักบุญโทมัส อไควนัส ศึกษาที่มหาวิทยาลัยปารีส ฝรั่งเศส แนวคิดเรื่องความเป็นจริงแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการพัฒนาขึ้นแล้ว โดย William of Auxerre และ Willliam of Auvergne การตอบคำถามของท่านมีพื้นฐานอยู่ในกรอบความคิดในยุคสมัยของท่าน ท่านเองได้รับศีลล้างบาปตั้งแต่ยังเป็นเด็กเหมือนกับคนอื่นๆ ในยุคสมัยกลาง ดังนั้นประสบการณ์ที่หล่อหลอมออกมาเป็นเทววิทยาของท่านมีความจำกัด ในประสบการณ์ทางสังคมของตนเอง ซึ่งเป็นการเจริญชีวิตอยู่ในสังคมของคริสตชนและประสบการณ์ทางศาสนาในเวลาที่เป็นผู้ใหญ่

Slide 6: 

ศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นกิจการสัญลักษณ์ที่มอบให้กับพระศาสนจักรโดยพระคริสตเจ้า ผ่านหนทางซึ่งพระเจ้าทรงเปิดเผยต่อประชากรในทุกสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ เพื่อที่จะทำให้เขาเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และบรรลุถึงความรอดทั้งโดยส่วนตัวและหมู่คณะ ศีลศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นที่มาของพระหรรษทาน ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อผลประโยชน์ของบุคคล หรือพระศาสนจักรทั้งครบ

1) ศีลล้างบาปเป็นก้าวแรกในการดำเนินชีวิตคริสตชน : 

1) ศีลล้างบาปเป็นก้าวแรกในการดำเนินชีวิตคริสตชน เป็นการประกอบพิธีกรรมสำหรับทารก แต่พิธีการรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชนนี้ สามารถกระทำสำหรับผู้ใหญ่ด้วย วัสดุที่จำเป็นสำหรับศีลศักดิ์สิทธิ์นี้คือ การเทน้ำหรือการลงไปชำระตนในน้ำ และรูปแบบสำคัญที่สุด คือ คำกล่าว “ข้าพเจ้าล้างท่านในพระนามของพระบิดา และของพระบุตร และของพระจิต” ถ้ามีเครื่องหมายอย่างหนึ่งขาดไปก็ถือว่าเป็นการประกอบพิธีที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์

Slide 8: 

รวมถึง การขับไล่ปีศาจ การเจิมน้ำมัน และกิจการที่เป็นสัญลักษณ์อื่นๆ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นส่วนทีสำคัญที่สุดของพิธีศีลล้างบาป เนื่องจากสามารถยกเว้นได้ถ้าผู้รับศีลล้างบาปอยู่ในอันตรายของความตายโดยที่จะไม่ได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ พระสงฆ์เป็นศาสนบริกรโดยปกติของศีลล้างบาป

Slide 9: 

เนื่องจากศีลล้างบาปเป็นกิจการของพระคริสตเจ้าไม่ใช่ของศาสนบริกร ดังนั้นแม้แต่บรรดาฆราวาสก็สามารถทำพิธีล้างบาปในสถานการณ์เร่งด่วนอันเนื่องมาจากความจำเป็นของศีลศักดิ์สิทธิ์นี้

2) ศีลล้างบาปจำเป็นสำหรับความรอด : 

2) ศีลล้างบาปจำเป็นสำหรับความรอด เป็นคำสั่งของพระเยซูเจ้าเอง (มธ 28:19-20; ยน 3:5) ปราศจากศีลล้างบาปบุคคลนั้นไม่สามารถรับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ได้ ยอมรับความคิดเรื่องเด็กควรได้รับศีลล้างบาปให้เร็วที่สุด ผู้ใหญ่ควรเรียนคำสอนก่อนและรอจนกระทั่งปัสกาถึงจะล้างบาป เสียชีวิตก่อนการรับศีลล้างบาป พวกเขาจะได้รับความรอดโดยทางความปรารถนา การรับข่าวสารของพระเยซูเจ้า พวกเขาได้รับประสบการณ์ศีลล้างบาปของพระจิตหรือการกลับใจภายในแล้ว และพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นที่มาของการกลับใจดังกล่าว

Slide 11: 

ถือว่าการเป็นมรณสักขีเป็นการรับศีลล้างบาปเช่นเดียวกับบรรดาปิตาจารย์ และท่านยังถือว่าเป็นรูปแบบของการล้างบาปที่ดีเลิศ เนื่องจากบรรดามรณสักขีได้เลียนแบบพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริงในความตายและการกลับคืนชีพของพระองค์

Slide 12: 

ในศีลล้างบาป จารีตพิธีเป็นที่มาของคุณลักษณะหรือตราประทับ (character) และตราประทับเป็นที่มาของพระหรรษทาน (แม้ว่าสุดท้ายแล้วพระเจ้าเป็นแหล่งที่มาท้ายสุดของผลลัพท์ทุกอย่าง)

Slide 13: 

ศีลล้างบาปมีผลสองประการ จารีตพิธีของศีลล้างบาปก่อให้เกิดความเป็นจริงของศีลศักดิ์สิทธิ์ในวิญญาณของผู้รับ ซึ่งเป็นตราฝ่ายจิตวิญญาณหรือฉายาลักษณ์ของพระคริสตเจ้าซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่าตราแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์

Slide 15: 

ภาพลักษณ์ คุณลักษณะ และการประทับตราต้องเข้าใจในแง่จิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องวัตถุภายนอก คือต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ “การเปลี่ยนแปลง”ที่เกิดขึ้นในวิญญาณหรือจิตของมนุษย์

Slide 16: 

นักบุญโทมัส ท่านเข้าใจเรื่องจิตของมนุษย์เช่นเดียวกับอริสโตเติ้ล ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นที่มาของพลังในชีวิตมนุษย์ อันได้แก่ พลังในการดำเนินชีวิต พลังในการคิด พลังในความรู้สึก ฯลฯ ซึ่งเป็นพลังและความสามารถที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่

Slide 17: 

สิ่งที่ศีลล้างบาปให้กับมนุษย์คือพลังฝ่ายจิตวิญญาณ และตราประทับของศีลล้างบาปคือรูปแบบของบรรดาพลังซึ่งคริสตชนได้รับจากพระเจ้า เพื่อยกระดับความสามารถตามธรรมชาติของพวกเขา และพระคริสตเจ้าได้รับมาเพื่อมนุษยชาติโดยการนำมาลงไว้ในชีวิตของมนุษย์

Slide 18: 

พลังเหล่านี้ได้แก่ พลังอำนาจที่จะต่อสู้การประจญล่อลวงและหลีหนีบาปซึ่งอาดัมได้สูญเสียไป และพระคริสตเจ้าได้รับคืนมาด้วยชีวิตที่ปราศจากบาปของพระองค์ ชีวิตของบรรดานักบุญแสดงออกให้เห็นว่าท่านเหล่านั้นมีพลังนี้ พลังอำนาจที่จะบูชาอันสมบูรณ์ต่อพระเจ้าหนึ่งเดียว ด้วยการเจริญชีวิตในหนทางที่พระเจ้าทรงปรารถนา และด้วยการถวายตนเองต่อพระเจ้าในพิธีกรรม

Slide 19: 

พระคริสตเจ้าเป็นบุคคลแรกและผู้เดียวเจริญชีวิตตามน้ำพระทัยพระบิดาของพระองค์อย่างสมบูรณ์ เป็นผู้ที่ถวายบูชาอันสมบูรณ์เมื่อทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (อันเป็นกิจการที่ทรงเป็นทั้งสงฆ์และเครื่องบูชา) บรรดาคริสตชนก็มีพลังอำนาจนี้เช่นเดียวกันเพื่อเจริญชีวิตตามกฎสมบูรณ์แห่งความรักของพระคริสตเจ้า และมีพลังอำนาจที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับบูชาอันอันสมบูรณ์ของพระคริสตเจ้าในจารีตพิธีศีลมหาสนิท

Slide 20: 

พลังอำนาจที่สำคัญที่สุดคือพลัง (นักเทววิทยาอัสมาจารย์เรียกว่าคุณธรรม) แห่งความเชื่อ ความหวังและความรัก พลังที่จะเชื่อในการไขแสดงของพระเจ้า ในความหวังต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญา และที่จะรักพระเจ้าเหนือทุกสิ่ง พลังพิเศษ (ธรรมประเพณีเรียกพระพรของพระจิตเจ้า) แห่งปรีชาญาณ ความเข้าใจ การแนะนำ ความเพียรทน ความรู้ ความศรัทธา และความยำเกรงพระเจ้า

Slide 21: 

ชัดเจนว่ามนุษย์มีพลังพิเศษเหล่านี้เมื่อพวกเขากระทำในสิ่งที่มนุษย์โดยปกติไม่อาจกระทำได้ เมื่อพวกเขากระทำสิ่งที่เหนือกว่าพลังตามธรรมชาติของเขาจะกระทำได้

Slide 22: 

สาเหตุที่คริสตชนไม่รับศีลล้างบาปเป็นครั้งที่สอง เมื่อพวกเขาได้รับตราประทับครั้งหนึ่งแล้ว พวกเขาได้รับพลังเหล่านี้ การรับศีลล้างบาปอีกครั้งก็มิได้ให้สิ่งใดที่ใหม่หรือแตกต่างไปจากเดิม การมีพลังกับการใช้พลังนั้นต้องแยกออกจากัน น. โทมัส แยกระหว่างผลแรกของศีลล้างบาปอันได้แก่ตราประทับหรือคุณลักษณะ หรือกลุ่มของคุณธรรมของคริสตชน และผลลำดับถัดมาซึ่งเป็นการปฏิบัติคุณธรรมเหล่านี้ โดยปกติเรียกว่าพระหรรษทาน

Slide 23: 

พระเป็นผู้ดำเนินการในการประทานพลังเหล่านี้ แต่เพื่อที่จะพลังนี้มนุษย์ต้องร่วมมือโดยใช้พลังตามธรรมชาติรวมกับความสามารถต่างๆ ที่พระประทานให้ (พระหรรษทานสร้างขึ้นบนธรรมชาติ)

Slide 24: 

ยิ่งมนุษย์ร่วมมือมากเท่าใดพวกเขายิ่งได้รับพระหรรษทานมากเท่านั้น และเมื่อพระหรรษทานยิ่งมากพวกเขาก็จะได้รับพวกเขาก็ยิ่งปรารถนาที่จะร่วมมือเพิ่มมากขึ้น ความรอดของมนุษย์จึงเป็นการเดิมพันความร่วมมือกันระหว่างมนุษย์และพระเจ้า

Slide 25: 

กระบวนการของความชอบธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพระเจ้าทรงประทานความสามารถแก่มนุษย์ เพื่อที่จะดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง และจากนั้นเป็นชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ และภายหลังความตายคือการดำเนินชีวิตในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าตลอดไป จุดเริ่มต้นของกระบวนการดังกล่าวนี้สำหรับ น.โทมัส และเช่นเดียวกันสำหรับทุกคนคือ ศีลล้างบาป นั่นเอง

3) บทบาทของความเชื่อในกระบวนการแห่งความรอด : 

3) บทบาทของความเชื่อในกระบวนการแห่งความรอด ความเชื่อเป็นคุณธรรมหรือพลังที่ได้รับมาเพื่อที่จะเชื่อด้วยความมั่นใจที่สิ่งที่พระเจ้าทรงเผยแสดง พระพรแห่งความเชื่อได้รับมาเมื่อรับศีลล้างบาปในกรณีของทารก

Slide 27: 

สำหรับผู้ใหญ่พวกเขามีความเชื่อหรือความไว้วางใจพระเจ้าตามธรรมชาติ โดยคุณธรรมตามธรรมชาตินี้ซึ่งคุณธรรมเหนือธรรมชาติถูกสร้างขึ้น แต่ความเชื่อพิเศษเหนือธรรมชาติจะไม่มีจนกว่าจะได้รับศีลล้างบาป ในด้านความเชื่อคริสตชนซึ่งผู้ใหญ่ควรจะมีก่อนที่จะรับศีลล้างบาป พวกเขาจึงต้องเรียนคำสอนก่อนเป็นลำดับแรก และเป็นสิ่งที่ทำให้พระคัมภีร์และปิตาจารย์กล่าวถึงเรื่องของการประกาศความเชื่อของผู้ใหญ่ที่รับศีลล้างบาป

Slide 28: 

เมื่อเด็กรับศีลล้างบาป ความเชื่อที่ถูกต้อง และข้อความจริงของคริสตชนอื่นๆ มีพ่อหรือแม่ทูนหัวเป็นตัวแทน และโดยสุดท้ายเป็นชุมชนพระศาสนจักรนั้นที่ทารกได้รับการล้างบาป สรุป ศีลล้างบาปเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งความเชื่อในสองทิศทาง กล่าวคือ ศีลล้างบาปนำมาซึ่งพระพรแห่งความเชื่อของพระเจ้าในตราประทับแห่งศีลล้างบาป และในการแสดงออกซึ่งความเชื่อซึ่งพ่อแม่ทูลหัวและพระศาสนจักรมีเกี่ยวกับความรอดซึ่งมาจากพระคริสตเจ้าผ่านทางศีลล้างบาป

Slide 29: 

ศีลล้างบาปเป็นการบังเกิดใหม่ฝ่ายจิตวิญญาณและเป็นการรวมเข้ากับพระคริสตเจ้า เป็นการบังเกิดใหม่ซึ่งถูกซ่อนอยู่อันเกิดขึ้นในวิญญาณของทารกที่ได้รับศีลล้างบาป ซึ่งจะเผยแสดงตนเองในชีวิตภายหลังจากนั้น

Slide 30: 

เป็นการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าอย่างเหนือธรรมชาติ เกิดขึ้นผ่านทางการรับพลังฝ่ายจิตวิญญาณ ที่รับรู้ได้อย่างโดยรวมในตราประทับแห่งศีลล้างบาป เป็นการมีส่วนร่วมในความตายและการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้า อย่างที่นักบุญเปาโลได้กล่าวไว้ แต่โดยพื้นฐานแล้วเป็นการมีส่วนร่วมอย่างเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพระเจ้าในวิญญาณของมนุษย์

Slide 31: 

ทำให้คริสตชนสามารถมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า โดยการดำเนินชีวิตแห่งผู้ที่ได้รับการไถ่กู้แล้วด้วยความช่วยเหลือของพระหรรษทานที่ได้รับผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เทววิทยาศีลศักดิ์สิทธิ์ของ น. โทมัส เป็นการรวบรวมเข้ามาไว้ด้วยกันในด้านการปฏิบัติของพระศาสนจักร ข้อคำสอนจากพระคัมภีร์และบรรดาปิตาจารย์ และเจือปนด้วยปรัชญาของอริสโตเติ้ลเล็กน้อย แต่เนื่องจากยังมิได้เป็นการรวบรวมอย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นจึงมีผู้ที่มาภายหลังท่านนักบุญที่จะสร้างแนวทางเทววิทยาของตนเอง

John Duns Scotus : 

John Duns Scotus อธิบายศีลศักดิ์สิทธิ์มิใช่ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการประสาทพระหรรษทาน แต่เป็นกิจการสัญญลักษณ์ที่กระทำโดยพระศาสนจักรที่เปิดโอกาสสำหรับพระเจ้าที่จะประทานพระหรรษทานโดยตรงแก่ผู้รับ ความเชื่อมโยงระหว่างกิจการและพระหรรษทานคือคำสัญญาของพระเจ้า ที่เมื่อกิจการต่างๆ ได้ถูกกระทำพระหรรษทานก็จะถูกมอบให้

Slide 33: 

ไม่เห็นด้วยกับ น. โทมัส ในเรื่องตราประทับของศีลศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่เป็นพลังเหนือธรรมชาติต่างๆ ซึ่งทำงานในภายหลังของชีวิต หันไปยอมรับความคิดเห็นของบรรดาปิตาจารย์มากขึ้นที่ว่า ตราประทับหรือคุณลักษณะเป็นสิ่งที่จารึกไว้โดยพระเจ้าในวิญญาณซึ่งประทับผู้รับด้วยเครื่องหมายของพระคริสตเจ้าและทำให้ผู้รับเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร เราต้องยอมรับความจริงนี้มิใช่ด้วยข้อพิสูจน์ใดๆ ทางปรัชญา แต่เพราะมันเป็นอำนาจการสอนของพระศาสนจักร

William of Ockham : 

William of Ockham รับความคิดเห็นของ Scotus ว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์จะได้รับความเข้าใจอย่างดีที่สุดในฐานที่เป็นเครื่องหมายของการแจกจ่ายพระหรรษทาน ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ไม่มีผลใดๆ ของศีลล้างบาปรวมทั้งการยกบาปทั้งหลายด้วยที่สามารถจะพิสูจน์ได้ทางปรัชญา ศีลล้างบาปเป็นแต่เพียงชื่อสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพิธีล้างได้ถูกกระทำ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ นั้นสามารถรู้ได้เพียงในอำนาจการสอนของพระศาสนจักรเท่านั้น

Slide 35: 

เมื่อวัฒนธรรมของยุคสมัยกลางเริ่มเสื่อมคลาย แนวโน้มที่จะเข้าใจศีลล้างบาปด้วยความจริงทางอภิปรัชญาได้ลดลง และแนวโน้มที่จะถือว่าเป็นสิ่งลี้ลับได้เติบโตขึ้นมา โดยทางเทววิทยาแล้วไม่อาจยอมรับได้ แต่ความนิยมทางด้านจิตใจเป็นเช่นนั้น ซึ่งบรรดานักเทววิทยาก็เป็นมนุษย์เช่นกัน

Slide 36: 

การล้างบาปสำหรับทารกถูกมองว่าเป็นปรากฏการณ์ลึกลับที่เกิดในวิญญาณมากยิ่งขึ้น และเป็นสิ่งที่ต้องเชื่อเพราะพระคัมภีร์และบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักรสอน ผลทางด้านของจิตวิญญาณของศีลล้างบาปเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ แม้ว่าจะยังคงมีผลทางสังคมต่อไป เช่นทำให้ผู้รับเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร และผลทางกฎหมายเช่นทำให้ผู้รับสามารถรับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ได้

Slide 37: 

มิได้มีผลของประสบการณ์ใดๆ อีกต่อไป และตลอดช่วงเวลาของยุคสมัยใหม่ของคริสตชนทั้งโปรเตสแตนท์ และคาทอลิกยอมรับในสิ่งนี้ในฐานที่เป็นความจริงที่ได้รับมา

8. ศีลล้างบาปในสมัยใหม่ : 

8. ศีลล้างบาปในสมัยใหม่ บรรดาโปรเตสแตนท์ มิได้ต่อต้านศีลล้างบาป แต่พวกเขาต่อต้านเทววิทยาศีลล้างบาปของคาทอลิกอย่างที่พวกเขารับรู้ บรรดาผู้ปฏิรูปในยุคแรกมีความเข้าใจในเรื่องศีลล้างบาปแตกต่างกัน และหลากหลายไปตามแนวทางที่พวกเขาเข้าใจความหมายของการเป็น คริสตชนและธรรมชาติของพระศาสนจักร และพวกเขาล้วนพยายามใช้พระคัมภีร์เพื่อพิสูจน์ความคิดเห็นของพวกเขา เช่นเดียวกับที่พระศาสนจักรคาทอลิกกระทำในสังคายนาเมือง เทรนต์ในภายหลัง

Martin Luther : 

Martin Luther ล้างบาปเมื่อยังเป็นเด็กทารก พยายามเจริญชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังคงมองเห็นตนเองเป็นคนบาปในสายพระเนตรของพระเจ้า ทั้งศีลล้างบาปและศีลอภัยบาปของคาทอลิกดูเหมือนไม่มีผลซึ่งควรจะมี รู้สึกว่าได้รับการอภัยอย่างแท้จริงจากพระเจ้าเมื่อเขามีประสบการณ์ของการกลับใจในปี ค.ศ. 1513

Slide 40: 

โต้แย้งกับเทววิทยาของอัสมาจารย์ที่เน้นในเรื่องของพระคุณการุณย์และศีลอภัยบาป ภายหลังจากถูกขับออกจากพระศาสนจักรคาทอลิก ลูเธอร์ได้ทุ่มเทตนเองในการคิดพิจารณาเทววิทยาของคริสตชนใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งก็รวมถึงเทววิทยาศีลศักดิ์สิทธิ์ด้วย

Slide 41: 

ความหมายของชีวิตคริสตชน คือ พระหรรษทานและความเชื่อ เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ พระเจ้าจึงได้ทรงให้อภัยความบาปของมนุษย์ชาติด้วยพระทัยกรุณา และด้วยความเชื่อในพระเจ้า มนุษย์ในเวลานี้สามารถที่จะยอมรับการให้อภัย ประสบการณ์พระหรรษทานแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้า และไว้ใจในพระเมตตาของพระเจ้าภายหลังจากความตาย

Slide 42: 

ศีลศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นเครื่องหมายแห่งพระหรรษทานของพระเจ้า บังเกิดผลเมื่อบุคคลผู้รับศีลยอมรับพระหรรษทานอย่างอยู่ตัว โดยสิ้นเชิงด้วยความเชื่อ ความเชื่อเป็นกุญแจที่ไขเปิดรับพระหรรษทานที่ได้ประทานให้แล้วในศีลศักดิ์สิทธิ์

Slide 43: 

ความเชื่อในความหมายของลูเธอร์มิใช่ความมั่นใจด้วยสติปัญญาหรือประมวลข้อความเชื่อ แต่เป็นความรู้สึกภายในใจที่มั่นใจในพระเจ้า พระหรรษทานเป็นความจริงที่เหนือธรรมชาติของความรักของพระเจ้า ซึ่งสามารถรู้สึกสัมผัสได้ในการประทับอยู่ และในพลังและพระเมตตาของพระเจ้า

Slide 44: 

เราสามารถมีพระหรรษทานของพระเจ้าอยู่ แม้โดยปราศจากการรับรู้ได้ ยึดคำอธิบายของ น. ออกัสติน เพื่ออธิบายว่าศีลล้างบาปทำงานอย่างไร “นำพระวาจาออกไป และน้ำก็จะเป็นเพียงน้ำ” “เมื่อวาจาถูกรวมกับวัตถุสารผลลัพท์ที่เกิดขึ้นคือศีลศักดิ์สิทธิ์....น้ำได้รับอำนาจอันสูงส่งมาจากไหนเพื่อชำระล้างร่างกายและทำความสะอาดวิญญาณ ถ้าไม่ผ่านทางกิจการแห่งวาจา และไม่ใช่เพียงเพราะวาจาถูกกล่าวขึ้นมา แต่เพราะวาจานั้นได้รับความเชื่อ”

Slide 45: 

สิ่งที่ทำให้ศีลล้างบาปเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระหรรษทานจึงเป็นพระวาจาของพระเจ้า ซึ่งได้รับความเข้าใจไม่ใช่เพียงเพราะเป็นรูปแบบของศีลล้างบาป แต่ในฐานะที่เป็นพระสัญญาของพระคริสตเจ้าด้วยว่าผู้ได้รับศีลล้างบาปจะได้รับการช่วยให้รอด พระเจ้าได้ประทานพระวาจาของพระองค์ว่า น้ำแห่งศีลล้างบาปจะนำความรอดมาให้ ดังนั้นพระวาจาต้องเป็นจริง แต่พระวาจาของพระเจ้าต้องถูกเชื่อด้วยถ้าจะให้ศีลล้างบาปบังเกิดผลในชีวิตของบุคคล

Slide 46: 

นักเทววิทยาอัสมาจารย์สอนว่า ศีลล้างบาปชำระล้างบาปทั้งสิ้นจากวิญญาณของบุคคล แต่ลูเธอร์เห็นว่าสิ่งนี้ไม่เป็นความจริงทั้งต่อประสบการณ์และพระคัมภีร์ ท่านเชื่อว่าสิ่งที่ศีลล้างบาปนำมาให้คริสตชนทั้งหลายไม่ใช่วิญญาณที่ปราศจากบาป แต่เป็นการให้อภัยของพระเจ้า

Slide 47: 

ผ่านทางศีลล้างบาปพวกเขาได้รับการยืนยันว่าพระเจ้าได้ทรงให้อภัยบาปแล้ว แม้ว่าพวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงจากบาปได้ ในสายตาของพวกเขา พวกเขาเป็นคนบาป แต่ศีลล้างบาปเป็นการยืนยันว่าในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาเป็นผู้ชอบธรรม และเมื่อพวกเขายอมรับพระหรรษทานแห่งการอภัยของพระเจ้าในความเชื่อ พวกเขารับรู้ในใจของพวกเขาว่า พวกเขาได้รับการทำให้เป็นชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า

Slide 48: 

ยอมรับความคิดว่าศีลล้างบาปควรที่จะกระทำโดยการจุ่มตัว ปฏิเสธความคิดของ Anabaptists ที่ว่าศีลล้างบาปสำหรับทารกเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ “ศีลล้างบาปถูกต้องแม้ว่าปราศจากความเชื่อ เพราะความเชื่อไม่ได้เป็นสิ่งที่ตั้งศีลล้างบาปขึ้นมา แต่เป็นความเชื่อที่ยอมรับศีลล้างบาป” สรุปว่า ความเชื่อ เช่นเดียวกับพระหรรษทาน เป็นพระพรของพระเจ้าที่ได้รับมาในศีลล้างบาป แม้ว่าจะยังคงสงบอยู่ชั่วคราวจนกระทั่งชีวิตในภายหลัง

John Calvin : 

John Calvin บทจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรมันบทที่ 8 ข้อ 28-34 การกำหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า งานโดยตรงของพระจิตที่ประทานความเชื่อให้พวกเขา และทำให้พวกเขาเป็นผู้เที่ยงตรง ถ้าเด็กได้ถูกนับไว้ในบรรดาผู้เลือกสรรแล้ว เขาก็ได้รับความรอดแล้วไม่ว่าจะได้รับศีลล้างบาปหรือไม่ และถ้าเด็กนั้นไม่ได้อยู่ในหมู่ผู้ได้รับเลือกสรร ศีลล้างบาปก็ไม่สามารถช่วยให้เขาได้รับความรอดได้

Slide 50: 

มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทราบว่าใครเป็นผู้ที่ได้รับเลือกสรร เนื่องจากไม่มีใครเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าเว้นแต่โดยพลังของพระจิต (1 คร 12:3) ดังนั้นการประกาศความเชื่อโดยเปิดเผยก็เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของการอยู่ในหมู่ของผู้ได้รับเลือกสรร สิ่งบ่งชี้อีกอย่างหนึ่ง คือการดำเนินชีวิตที่ดีตามศีลธรรม และมีความยำเกรงอย่างจริงใจในการตัดสินอันยุติธรรมของพระเจ้า

Slide 51: 

ไม่ได้ทิ้งที่ว่างให้กับการหละหลวมทางด้านศีลธรรมแต่อย่างใด การประพฤติผิดในด้านศีลธรรมเป็นเครื่องหมายของการถูกสาปแช่ง ไม่ว่าคนนั้นจะได้รับศีลล้างบาปหรือไม่ก็ตาม

Slide 52: 

เป็นเครื่องหมายแห่งความรอด สำหรับผู้ใหญ่ที่รับศีลล้างบาป และสำหรับบิดามารดาผู้มีบุตรที่ได้รับศีลล้างบาปเช่นกัน เป็นเครื่องหมายว่า บรรดาผู้ที่ได้รับศีลนี้อยู่ในท่ามกลางผู้ได้รับเลือกสรร แม้ว่าจะไม่เป็นเครื่องหมายของการปราศจากความผิดพลาด เป็นเครื่องหมายว่า พวกเขาปรารถนาจะรับใช้พระเจ้าและได้รับการช่วยให้รอดจากพระหรรษทานของพระเจ้า ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายศีลล้างบาปจึงเป็นที่มาของความเชื่อ

Ulrich Zwingli : 

Ulrich Zwingli เห็นพ้องกับคาลวินว่า ศีลล้างบาปมิได้เป็นเครื่องหมายที่ไม่อาจล้มเหลวของการไถ่กู้ เพราะพบว่ามีคนมากมายที่เจริญชีวิตที่ไม่ได้รับการไถ่กู้ ไม่เห็นด้วยว่าศีลล้างบาปมีผลต่อผู้รับภายหลังจากที่เขารับศีลล้างบาป ศีลล้างบาปเป็นเครื่องหมายแห่งความเชื่อที่ผู้รับนำมายังพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุแห่งความเชื่อใดๆ ในภายหลัง ความเชื่อเช่นเดียวกับพระหรรษทานเป็นงานของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ พระจิตทรงสามารถกระทำการโดยตรงในความคิดและใจของมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นที่จะต้องทำงานผ่านทางเครื่องมือทางพิธีกรรมใดๆ

Slide 54: 

แม้แต่ศีลล้างบาปสำหรับทารกควรได้รับการอนุญาตให้กระทำ เนื่องจากมันเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้าทรงชำระล้างมลทินบาปอย่างไร และเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อว่า คริสตชนควรที่จะติดตามพระคริสตเจ้าในการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์

ปฏิกิริยาของพระศาสนจักรต่อทฤษฎีของโปรแตสแตนท์ : 

ปฏิกิริยาของพระศาสนจักรต่อทฤษฎีของโปรแตสแตนท์ ประณามความคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อคำสอนของพระศาสนจักรเสียส่วนใหญ่ บรรดาพระสังฆราชที่มีจิตใจของการปฏิรูปก็ยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่า บรรดาผู้ปฏิรูปมีแนวคิดที่น่าสนใจ แม้ว่าเทววิทยาของคาทอลิกไม่อาจเปลี่ยนแปลง พระศาสนจักรในตนเองก็ต้องการการปฏิรูป คาทอลิกจำนวนมากรวมทั้งนักบวชเจริญชีวิตราวกับว่าศีลล้างบาปทำให้เขาเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

Slide 56: 

ให้มีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปทั้งหมดของพระศาสนจักรในทางปฏิบัติไม่ได้เกี่ยวข้องกับศีลล้างบาป

Slide 57: 

ยึดถือแนวคิดของสมัยกลางว่าคำสอนคริสตชนควรกระทำในภายหลัง มิใช่ก่อนรับศีลล้างบาป และให้บรรดานักบวชเป็นผู้สอนให้กับผู้มีความเชื่อ ได้ออกคำสอนคริสตชนคาทอลิกของตนเอง ให้โครงร่างของความเชื่อซึ่งคาทอลิกทุกคนมีข้อผูกมัดให้ยึดถือปฏิบัติ

Slide 58: 

วิธีการสอนคำสอนคริสตชนบังเกิดผลอย่างน้อยเช่นเดียวกับของโปรแตสแตนท์ในยุโรป และภายหลังดินอาณานิคมในอเมริกาเหนือ แต่เมื่อพระศาสนจักรคาทอลิกส่งธรรมทูตไปยังทวีปอื่นๆ ก็มีคำถามถึงประสิทธิผลของวิธีการดังกล่าว เช่นเดียวกับในยุคสมัยหนึ่งที่มีการส่งนักพรตไปเป็นธรรมทูตในตอนเหนือของยุโรป ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

authorStream Live Help