ทว.226 เทววิทยาศีลล้างบาป+กำลัง - 6

Views:
 
Category: Education
     
 

Presentation Description

No description available.

Comments

Presentation Transcript

เทววิทยาศีลล้างบาปและศีลกำลัง : 

เทววิทยาศีลล้างบาปและศีลกำลัง 6. ศีลล้างบาปในศตวรรษที่ 4-5 7. ศีลล้างบาปในสมัยกลาง

6. ศีลล้างบาปในศตวรรษที่ 4-5 : 

6. ศีลล้างบาปในศตวรรษที่ 4-5 ยุคได้รับการขนานนามว่าเป็นยุคสมัยของความก้าวหน้าสูงสุดในกระบวนการและจารีพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน

Slide 3: 

นักเทวิทยาที่สำคัญใน ค.ศ. 350-450 - นักบุญอาทาซีอุส - นักบุญซีริลแห่งเยรูซาแลม - นักบุญบาซิล - นักบุญเกรโกรีแห่งนาซีอันเซน - นักบุญเกรโกรีแห่งนิสซา - นักบุญยอห์น คริสโซสโตม - เธโอโดเรแห่งโมบซูเอสเทีย - นักบุญอัมโบรส แห่งมิลาน - นักบุญออกัสติน แห่งฮิปโป - นักบุญเอโอ ผู้ยิ่งใหญ่

Slide 4: 

ทั้งหมดเป็นปิตาจารย์ของพระศาสนจักรและเป็นพระสังฆราช ข้อเขียนและคำเทศน์สอนของพวกท่านเป็นเหมือนกับธรรมนูญของพระศาสนจักรในการตอบสนองต่องานอภิบาลที่พวกท่านกำลังเผชิญอยู่

1) เทววิทยาของปิตาจารย์ในศตวรรษที่ 4 มีพื้นฐานจากบทจดหมายของนักบุญเปาโลมากขึ้น : 

1) เทววิทยาของปิตาจารย์ในศตวรรษที่ 4 มีพื้นฐานจากบทจดหมายของนักบุญเปาโลมากขึ้น นักบุญซีรีล แห่งเยรูซาแลม “ท่านได้รับศีลบาปในพระคริสตเจ้า และสวมใส่พระคริสตเจ้าแล้ว ท่านได้กลับเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะพระเจ้าได้ทรงกำหนดให้เราเป็นบุตรบุญธรรม และทรงทำให้เรามีส่วนร่วมในความเหมือนกับพระวรกายอันรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้า”

Slide 6: 

ผ่านทางศีลล้างบาปคริสตชนมีส่วนร่วมในการไถ่กู้ที่สมบูรณ์ของพระคริสตเจ้า

Slide 7: 

นักบุญยอห์น คริสโซสโตม และเธโอโดเร แห่งโมบซูเอสเทีย กล่าวถึงศีลล้างบาปเป็นการมีส่วนร่วมในความตายและการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้า

Slide 8: 

“เมื่อข้าพเจ้ารับศีลล้างบาป และศีรษะจุ่มลงในน้ำ ข้าพเจ้าได้รับความตายขององค์พระผู้เป็นเจ้า และข้าพเจ้าปรารถนาที่จะรับการถูกฝังไว้ของพระองค์ และโดยหนทางนี้ข้าพเจ้าประกาศความเชื่อของข้าพเจ้าในการกลับคืนชีพขององค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าคิดว่าเมื่อข้าพเจ้าขึ้นจากน้ำนั้นข้าพเจ้าได้คืนชีพแล้ว ตามสัญลักษณ์ที่แสดงถึง” และเธโอโดเร แห่งโมบซูเอสเทีย

Slide 9: 

ตลอดศตวรรษนี้บรรดาปิตาจารย์ใช้วิธีการอันสร้างสรรค์ด้วยการใช้อุปมา การเปรียบเทียบในพูดเกี่ยวกับศีลล้างบาปและผลที่เกิดขึ้นจากศีลล้างบาป และในการพัฒนาเทววิทยาเรื่องศีลล้างบาปนี้พวกท่านยังคงใช้แนวทางอภิปรัชญาของพลาโต และพลาโตใหม่เพื่ออธิบายถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

2) ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการปฏิบัติ : 

2) ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการปฏิบัติ ช่วงเวลาของการเตรียมตัวในระยะใกล้และการสอนสั้นลง

Slide 11: 

การยึดคำสอนตามธรรมประเพณีและกระทำตามตัวอักษรแต่ด้วยวิถีทางที่แตกต่างกัน

Slide 12: 

คำสอนที่ยึดถือตรงกันว่า ศีลล้างบาปนำการอภัยบาปมาให้ และคาดหวังว่าผู้ที่เข้ามาเป็นคริสตชนแล้วจะต้องดำเนินชีวิตที่ดีงามน่ายกย่อง ไม่มีกฎของพระศาสนจักรให้มีการรับศีลล้างบาปเป็นครั้งที่สอง การใช้โทษบาปสำหรับผู้ที่ตกในบาปหนักมีความเข้มงวด

Slide 13: 

ผู้ที่กลับใจมักจะเลือกอยู่ในขั้นของการเตรียมตัวเป็นคริสตชนจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

Slide 14: 

บิดามารดาบางคนชะลอการรับศีลล้างบาปของลูกๆ จนกระทั่งพวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาวัยรุ่นไปแล้ว

Slide 15: 

มีความคิดเห็นที่สุดโต่งอีกด้านหนึ่งของการถือกฎตามตัวอักษรในเรื่องความจำเป็นของศีลล้างบาปอีกด้านหนึ่งก็คือ เด็กที่ตายโดยไม่ได้รับศีลล้างบาปจะสูญเสียความรอดนิรันดร

Slide 16: 

บิดามารดาบางคนจึงให้ลูกของตนได้รับศีลล้างบาปทันทีหลังจากเกิด

3) เหตุผลของการโปรดศีลล้างบาปให้กับทารก : 

3) เหตุผลของการโปรดศีลล้างบาปให้กับทารก ศีลล้างบาปมีไว้เพื่อลบล้างบาป แต่บรรดาเด็กได้รับศีลล้างบาปแม้แต่ก่อนที่พวกเขาจะมีอายุมากพอที่จะกระทำบาป (ออริเจน แห่งอเล็กซานเดรีย)

Slide 18: 

คำตอบของนักบุญซีเปรียน แห่งคาร์เทจ คือ “บาปของอาดัม” (รม 5:12-21) และการปฏิบัติของพระศาสนจักร ศีลล้างบาปลบล้างมลทินบาปที่ติดมนุษยชาติมาอันเนื่องจากบาปของอาดัม และสิ่งนี้ที่ทำให้พระศาสนจักรสนับสนุนบิดามารดาให้นำทารกมาล้างบาป

Slide 19: 

บาปของอาดัมตกทอดมาสู่ลูกหลานได้อย่างไร คำถามที่ตามมานี้คงอยู่ต่อมาอีก 150 ปี นักบุญออกัสตินจึงเป็นผู้ที่มาให้ความกระจ่าง

Slide 20: 

ในศีลล้างบาปคริสตชนได้รับตราประทับฝ่ายจิตวิญญาณคือฉายาลักษณ์ของพระเจ้า

Slide 21: 

สำหรับพระศาสนจักรตะวันตกมักเข้าใจว่าได้รับมาโดยผ่านทางการปกมือของพระสังฆราชในตอนท้ายของพิธีล้างบาป พระศาสนจักรรตะวันออก เข้าใจว่าการได้รับพระจิตเจ้านั้นผ่านทางน้ำล้างบาปที่ได้รับการเสกโดยพระสังฆราช ดังนั้นพระจิตทรงทำงานโดยตรงผ่านทางน้ำ กล่าวคือเมื่อผู้รับศีลล้างบาปได้รับการชำระล้างภายนอก พวกเขาได้รับการชำระล้างให้สะอาดภายในด้วย

Slide 22: 

นักบุญออกัสตินให้คำตอบที่แตกต่างไป

Slide 23: 

ศาสนบริกรแห่งศีลล้างบาปไม่เกี่ยวข้องไม่ใช่เพราะพระจิตเจ้าทรงทำงานผ่านทางน้ำล้างบาป แต่เพราะว่าศีลล้างบาปและตราประทับเป็นของพระคริสตเจ้า มิใช่ของศาสนบริกร

Slide 24: 

สิ่งที่ได้รับในศีลล้างบาปนี้มิใช่เพียงพระจิตเจ้า แต่เป็นตราประทับของพระจิตด้วย ซึ่งเป็นตราฝ่ายจิตวิญญาณของพระคริสต์ ตราประทับนี้ทำให้เขาเป็นของพระคริสตเจ้า และทำให้เขาเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะรับพระหรรษทานของพระเจ้า

Slide 25: 

เพลาจีอุส (Pelagius) นักพรตชาวอังกฤษไม่เห็นด้วยกับความคิดของออกัสติน ปราศจากพระหรรษทานของพระเจ้ามนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตกในบาปได้

Slide 26: 

ทำให้คนหละหลวมทางศีลธรรม และการประณามบาปของบุคคลบนความจริงที่ว่า พระเจ้ายกพระหรรษทานไปเสียจากผู้ที่ไม่ได้รับศีลล้างบาป

Slide 27: 

เพลาจีอุสเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาในสถานะพระหรรษทาน ซึ่งเป็นที่มาของความดีตามธรรมชาติของมนุษย์ และสิ่งที่สูญเสียไปอันเนื่องมาจากบาปของอาดัมไม่ใช่พระหรรษทานดังกล่าวนี้ แต่เป็น “พระหรรษทานแห่งการอภัยโทษ” ซึ่งได้รับชัยชนะแล้วโดยทางพระคริสตเจ้า และได้รับมาแล้วโดยผู้ใหญ่ที่ได้รับศีลล้างบาป สำหรับเด็กพวกเขาเกิดมาอย่างบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องล้างบาป

Slide 28: 

ออกัสตินเห็นว่าความคิดนี้ดูเหมือนขัดแย้งกับความคิดที่ว่า ศีลล้างบาปมีความจำเป็นสำหรับความรอด เนื่องจากถ้ามนุษย์สามารถหลีกเลี่ยงบาปหนักโดยที่ไม่ได้รับศีลล้างบาป พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการอภัยหรือยกโทษ ดังนั้นพวกเขาสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง คำสอนของเพลาจีอุสยังขัดกับแนวปฏิบัติของพระศาสนจักร และพระศาสนจักรจะผิดพลาดได้อย่างไรในให้ล้างบาปเด็กทารก ถ้าพระศาสนจักรได้รับการนำทางโดยพระจิตเจ้า

Slide 29: 

ในการตอบโต้กับเพลาจีอุส ออกัสตินใช้คำสอนของนักบุญซีเปรียนที่ว่า ทุกคนเกิดมาด้วยบาปของอาดัมในวิญญาณของพวกเขา และพัฒนามันมากยิ่งขึ้น “บาปกำเนิด” นี้อยู่ในวิญญาณตั้งแต่เกิด และสิ่งนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคลที่จะต้องปฏิรูปการเสียรูปลักษณ์ตั้งแต่แรกเริ่มนี้ให้เป็นภาพลักษณ์ของพระคริสตเจ้า โดยการรับตราแห่งศีลล้างบาป

Slide 30: 

เด็กได้รับเมล็ดพันธ์ทางด้านร่างกายและวิญญาณมาจากบิดา เช่นเดียวกัน มนุษย์ก็ได้รับมรดกแห่งเงื่อนไขบาปมาด้วย

Slide 31: 

เด็กที่ตายโดยไม่ได้รับศีลล้างบาปจะเป็นอย่างไร ?

Slide 32: 

พวกเขาจะต้องตกในโทษบาป แต่โทษที่พวกเขาได้รับจะเบากว่าผู้ใหญ่เพราะพวกเขาไม่ได้กระทำบาปนั้นด้วยตนเอง

Slide 33: 

อิทธิพลของเทววิทยาของนักบุญออกัสตินมีอยู่อย่างกว้างขวางในยุคต่อมา จึงทำให้เหตุผลของในการให้ทารกรับศีลล้างบาปของนักบุญซีเปรียนกลับกลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในเทววิทยาศีลล้างบาปของคาทอลิก

Slide 34: 

ออกัสตินเขียนต่อต้านคำสอนของเพลาจีอุสในตอนต้นศตวรรษที่ 5 และในตอนปลายศตวรรษเดียวกันนี้การล้างบาปให้กับทารกได้มีการปฏิบัติกันอย่างเป็นสากล ปกติจะกระทำพิธีล้างบาปในการฉลองปัสกาของแต่ละปี แต่ในบางสถานที่จะกระทำหลังจากที่ทารกเกิดมาได้ไม่นาน

4) ความเปลี่ยนที่เป็นผลเกิดขึ้นตามมาจากการโปรดศีลล้างบาปให้กับทารก : 

4) ความเปลี่ยนที่เป็นผลเกิดขึ้นตามมาจากการโปรดศีลล้างบาปให้กับทารก มีความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านธรรมประเพณีทางด้านการปฏิบัติของศีลล้างบาป และความเข้าใจโดยทั่วไปเกี่ยวกับศีลล้างบาป

Slide 36: 

ประการแรก ไม่มีขั้นตอนการเตรียมตัวเป็นคริสตชนอีกต่อไป เนื่องจากทารกยังไม่สามารถเรียนรู้หลักศีลธรรมในการดำเนินชีวิตได้ พิธีขับไล่ปีศาจและการเจิมยังคงมีอยู่ต่อมาเนื่องจากความเชื่อว่าพิธีดังกล่าวนี้ยังคงมีผลแม้ว่าเด็กจะยังไม่ทราบถึงสิ่งที่กระทำ

Slide 37: 

ประการที่สอง บทบาทของพ่อแม่ทูนหัวเปลี่ยนไปจากที่เคยกระทำมาในอดีต เนื่องความเชื่อจากพระคัมภีร์และคำสอนของปิตาจารย์ว่า ไม่เพียงแต่ศีลล้างบาปเท่านั้นที่จำเป็นสำหรับความรอด แต่ต้องมีความเชื่อด้วย พ่อแม่ทูนหัวจึงทำหน้าที่ในการยืนยันถึงความเชื่อนี้แทนทารกที่ได้รับศีลล้างบาป จนกระทั่งเด็กมีอายุมากพอที่จะยืนยันความเชื่อนั้นด้วนตนเอง

Slide 38: 

พ่อแม่ทูลหัวจึงเปลี่ยนจากผู้ที่รับรองความเชื่อของผู้ล้างบาปเป็นผู้ป้องกันความเชื่อของเด็กภายหลังจากที่ล้างบาปแล้ว เพื่อให้มีความมั่นใจได้ว่าเด็กจะได้รับการอบรมสั่งสอนทางด้านศาสนา และเจริญชีวิตคริสตชนที่ดีเมื่อเขาเติบโตขึ้น ภาระหน้าที่นี้กระทำได้ง่ายขึ้น เมื่อมีเรื่องพระคุณการุณเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่กระทำบาปหนักซึ่งจะต้องได้รับการใช้โทษบาปอย่างเข้มงวดซึ่งทำให้คนมักไม่เข้าไปรับศีลอภัยบาปกับพระศาสนจักร

Slide 39: 

ประการที่สาม พิธีกรรมของศีลล้างบาปเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ทำให้ทารกที่ล้างบาปเป็นส่วนบุคคล

Slide 40: 

ยุคของปิตาจารย์พิธีกรรมของศีลล้างบาปกระทำโดยการเทน้ำเหนือผู้รับพิธีที่ยืนอยู่ในบ่อน้ำ แม้ว่าการจุ่มทั้งตัวมีการกระทำอยู่บ้าง แต่สำหรับช่วงเวลาที่มีการล้างบาปให้เด็กการจุ่มทั้งตัวสามารถกระทำได้ง่ายกว่า และพิธีนี้มีกระทำกันโดยทั่วไปและคงอยู่ในพระศาสนจักรตะวันออกต่อมา แต่สำหรับพระศาสนจักรตะวันตกได้ถูกแทนที่ด้วยการเทน้ำเหนือศีรษะของเด็กในเวลาต่อมา

Slide 41: 

ในพระศาสนจักรตะวันออกการจุมตัวสามครั้งถูกทำให้ง่ายขึ้นด้วยการจุมตัวเพียงครั้งเดียว ในทางตะวันตกเป็นการเทน้ำสามครั้ง ทั้งทางตะวันตกและตะวันออกศาสนบริกรเป็นผู้ประกาศรูปแบบของศีลล้างบาป โดยมีพื้นฐานจากมัทธิวบทที่ 28 ข้อ 19 เมื่อทำพิธีล้างบาปให้กับทารก คือ “ข้าพเจ้าล้างท่านในพระนามของพระบิดา และพระบุตร และพระจิต”

Slide 42: 

ประการที่สี่ มีการแยกธรรมประเพณีพิธีการเข้าเป็นคริสตชนเป็นขั้นตอนที่แตกต่างกัน พระศาสนจักรตะวันออกยังคงรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ เมื่อเด็กจะเข้าสู่พระศาสนจักรออโธด๊อกซ์ พวกเขาจะได้รับการล้าง การเจิมด้วยน้ำมัน และการรับศีลมหาสนิทครั้งแรก แต่สำหรับพระศาสนจักรตะวันตก การล้างบาปแยกออกจากการเจิมครั้งสุดท้ายโดยพระสังฆราช และในที่สุดการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกก็หลุดออกไปจากพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน

Slide 43: 

พระศาสนจักรคาทอลิก การเจิมของพระสังฆราชได้กลายเป็นการรับศีลศักดิ์อย่างเป็นทางการเรียกว่า “ศีลกำลัง” ขณะที่การเฉลิมฉลองการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกกลายเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่เป็นทางการ

Slide 44: 

สิ่งที่นักเทววิทยาในสมัยกลางคิดถึงเมื่อพัฒนาเทววิทยาของพวกท่านเกี่ยวกับศีลล้างบาปนั้น คือการวิถีทางการปฏิบัติของการล้างบาปให้กับเด็กทารกที่แยกจากพิธีกรรมอื่นๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน

7) ศีลล้างบาปในสมัยกลาง : 

7) ศีลล้างบาปในสมัยกลาง บรรดาปิตาจารย์ได้พัฒนารายละเอียดและประสิทธิผลของของพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน พวกท่านยังได้อธิบายถึงความหมายโดยอาศัยความคิดจากพระธรรมใหม่ และภาพพจน์ในพระธรรมเก่า และใช้อุปมาต่างๆ ของตนเองเพื่ออธิบายประสบการณ์ด้านชีวิตจิตของศีลล้างบาป

Slide 46: 

มิใช่ทุกคนจะเข้าใจและได้รับประสบการณ์อันเป็นผลของการกลับใจ และการบังเกิดใหม่อย่างเข้มข้นเท่าเทียมกัน และเมื่อเด็กทารกได้รับศีลล้างบาป พวกเขาไม่มีความรู้สึกรับรู้การเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย

Slide 47: 

ไม่ว่ามนุษย์จะมีประสบการณ์หรือไม่ก็ตาม ถ้าพระคัมภีร์บอกว่าศีลล้างบาปให้อภัยบาป สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเช่นนั้น

Slide 48: 

เมื่อการเข้าเป็นคริสตชนเป็นสิ่งที่ง่ายยิ่งขึ้น และศีลล้างบาปของทารกเป็นสิ่งที่ปฏิบัติโดยทั่วไป เรื่องของประสบการณ์ก็ลงน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อสิ้นยุคของปิตาจารย์เทววิทยาที่สร้างสรรค์ก็จบลง นักเขียนนักคิดภายหลังจากศตวรรษที่ห้าเป็นต้นมาพอใจเพียงแค่การอธิบายซ้ำในสิ่งที่บรรดาปิตาจารย์กล่าวไว้ ในฐานะที่คำอธิบายนั้นเป็นความจริงในตัวเอง

Slide 49: 

ผลของการใช้พิธีโปรดศีลล้างบาปสำหรับทารกให้กับผู้รุกรานจากทางเหนือที่กลับใจ

Slide 50: 

ไม่มีขั้นตอนของการเตรียมตัวเป็นคริสตชนด้วยการสอนคำสอนทางด้านศีลธรรม และข้อความเชื่อเนื่องจากบรรดานักพรตที่เป็นธรรมทูตรู้เพียงรูปแบบของการโปรดศีลล้างบาปเท่านั้น

Slide 51: 

ผู้กลับใจดำเนินชีวิตของตนไปโดยดีขึ้นเพียงเล็กน้อย พวกเขาเข้าใจศาสนาไม่มากและไม่มีประสบการณ์ของพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน ส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ

Slide 52: 

นักพรตธรรมทูตทำงานด้วยความร้อนรน พวกเขาเชื่อว่าเมื่อล้างบาปแต่ละครั้ง พวกเขาได้ทำให้ดวงวิญญาณดวงหนึ่งสะอาดจากบาปกำเนิด ประทับตราเขาหรือเธอไว้ด้วยตราของพระคริสตเจ้าและเต็มเปี่ยมด้วยพระจิต เนื่องจากพระคัมภีร์และบรรดาปิตาจารย์กล่าวเช่นนั้น ซึ่งมันต้องเป็นความจริง

Slide 53: 

ความหมายของความรอดเปลี่ยนแปลงไป

Slide 54: 

แทนที่ศีลล้างบาปจะทำให้บุคคลรอดพ้นจากชีวิตที่กระทำบาป แต่เป็นการรอดพ้นจากบาปกำเนิดและการถูกลงโทษอันเนื่องมาจากบาปที่กระทำในภายหลัง

Slide 55: 

เพื่อเห็นแก่ความรอดและชีวิตนิรันดร บรรดาธรรมทูตที่เป็นนักพรตได้กระทำพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน โดยการล้างบาป การเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ การเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท ทุกอย่างกระทำโดยใช้ภาษาลาตินอันเป็นภาษาที่ผู้กลับใจน้อยคนจะพูดหรือเข้าใจได้

Slide 56: 

การแยกจากกันของพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์

Slide 57: 

ปลายศตวรรษที่ 8 – 14 มีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย พระสงฆ์สามารถกระทำพิธีล้างบาปได้ การเจิมโดยพระสังฆราชมีการยืนเวลายาวนานออกไปตามกำหนดการเยี่ยมเยียนของพระสังฆราชซึ่งบางครั้งมีช่วงเวลานานหลายปีในพื้นที่ที่เป็นชนบทห่างไกล เป็นการเริ่มต้นการแยกศีลล้างบาปออกจากศีลกำลังในที่สุด

Slide 58: 

พระศาสนจักรในแต่ละที่ยังมีแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เมื่อมีพิธีล้างหนึ่งหรือสองครั้งต่อปีจึงมีรูปแบบของพิธีล้างบาปแบบย่อที่ใช้สำหรับเด็กที่อยู่ในภาวะอันตรายใกล้ตาย

Slide 59: 

ต้นศตวรรษที่ 11 บรรดาพระสังฆราชหลายท่านมีความเห็นว่าทารกอยู่ในภาวะอันตรายของความตายอยู่เสมอ จึงสนับสนุนให้รีบรับศีลล้างบาปโดยไม่ต้องรอจนถึงช่วงปัสกา

Slide 60: 

ศตวรรษที่ 14 ในยุโรปมีกฎที่ออกมาให้มีการรับศีลล้างบาปให้กับทารกหลังจากที่เกิดภายในหนึ่งวันถึงหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายจากความตายไปพร้อมกับบาปกำเนิด พิธีล้างบาปหายไปจากพิธีการตื่นเฝ้าของปัสกา แม้ว่าการเสกน้ำจะยังคงอยู่เพื่อใช้สำหรับพิธีล้างบาปตลอดทั้งปี

Slide 61: 

พิธีการขั้นตอนการเตรียมตัวเป็นคริสตชนถูกตัดให้สั้นลงโดยกระทำที่ประตูของวัด โดยมีประจักษ์พยานเพียงพ่อแม่ทูนหัวและบรรดาญาติพี่น้องแทนที่จะเป็นชุมชนทั้งหมด ผลของการมองศีลล้างบาปเป็นเรื่องเร่งด่วนนี้ยังมีเรื่องของการแทนที่การจุ่มตัวในน้ำ โดยการเทน้ำ และการแทนที่การประกาศความเชื่อสามครั้งด้วยคำกล่าวของพระเยซูเจ้าใน มธ 20:19 ซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นสูตรมาตรฐานของพิธีล้างบาปของคาทอลิก

Slide 62: 

ศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท

Slide 63: 

ยุคปิตาจารย์ผู้รับศีลล้างบาปใหม่เฉลิมฉลองศีลมหาสนิทครั้งแรกในฐานะที่เป็นการเข้าสู่การเป็นคริสตชนอย่างสมบูรณ์ในชุนชนคริสตชน การล้างบาปให้กับทารก แนวทางการปฏิบัตินี้ยังคงมีอยู่เรื่อยมาจนถึงปลายยุคกลาง เหตุผลหลักเนื่องมาจากการตีความเรื่องพระกายและพระโลหิตในศีลมหาสนิท ที่มีการอธิบายถึงปังและเหล้าองุ่นได้แปรสภาพเป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าอย่างจริงแท้ในช่วงเวลาของการเสกศีล

Slide 64: 

พระสังฆราชบางท่านสงสัยถึงความเหมาะสมของการให้ทารกรับศีลมหาสนิทถ้าเด็กไม่สามารถกลืนได้ เพื่อเป็นการประนีประนอมในเรื่องนี้จึงให้เด็กรับแต่เพียงพระโลหิตเท่านั้น พระสงฆ์บางท่านเกรงว่าเด็กจะทำให้พระโลหิตหก บางคนถึงกับให้เด็กรับเพียงเหล้าองุ่นที่ยังไม่ได้รับการเสก

Slide 65: 

นักวิชาการบางท่านได้โต้แย้งการกระทำดังกล่าว ยอห์นบทที่ 6 ข้อ 53-56

Slide 66: 

ในศตวรรษที่ 13 โดยทั่วไปแล้วฆราวาสจะร่วมมิสซาและรับเพียงแผ่นปัง เนื่องจากความวิตกว่าพระโลหิตจะหก อันเนื่องมาจากความเคารพยำเกรงต่อศีลมหาสนิทกำลังเป็นเรื่องที่สำคัญ จนกระทั่งหลายคนได้ละเว้นการรับศีลมหาสนิทไปด้วย

Slide 67: 

สังคายนาเมื่องเทรนต์ปี ค.ศ. 1562 จึงประกาศไม่ให้เด็กเล็กรับศีลมหาสนิทอีกต่อไป

Slide 68: 

โดยสรุปแล้ว พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน ถูกตัดทอนลงเหลือเพียงพิธีล้างด้วยน้ำ และพิธีการขับไล่ปีศาจ และพิธีเจิมด้วยน้ำมันซึ่งกระทำโดยปราศจากการเจิมโดยพระสังฆราช และไม่มีศีลมหาสนิท และกระทำสำหรับเด็กทารกทนทีหลังจากที่เกิด และภายหลังศตวรรษที่ 11 เมื่อศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของคนทั่วทั้งยุโรป การโปรดศีลล้างบาปสำหรับผู้ใหญ่จึงไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก นี่คือสิ่งที่นักเทววิทยาในสมัยกลางมีอยู่ในใจของพวกท่านเมื่อเขียนถึงเรื่องศีลล้างบาป

authorStream Live Help