ททว.226 เทววิทยาศีลล้างบาป+กำลัง -5

Views:
 
Category: Education
     
 

Presentation Description

No description available.

Comments

Presentation Transcript

5. ศีลล้างบาปในพระศาสนจักรยุคแรก : 

5. ศีลล้างบาปในพระศาสนจักรยุคแรก 5.1 ศีลล้างบาปในศตวรรษที่ 2-3

ก. หนังสือดีดาเค (คศ. 70-100) : 

ก. หนังสือดีดาเค (คศ. 70-100) ให้ภาพชีวิตของกลุ่มคริสตชนแรกเริ่ม บทที่ 6 กล่าวถึงวิถีแห่งชีวิต และวิถีแห่งความตาย คำสอนทางศีลธรรมสำหรับผู้สมัครรับศีลล้างบาป ในบทที่ 7 กล่าวถึงจารีตพิธีรับศีลล้างบาป

Slide 9: 

“พิธีล้างบาปกระทำดังนี้ หลังจากซ้อมและทบทวนพิธีการแล้วให้ล้างบาปในน้ำไหล ในพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต ถ้าหากไม่มีน้ำไหลให้ล้างในน้ำธรรมดา ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เป็นน้ำเย็น หรือน้ำอุ่นก็ได้ หรือถ้าหากน้ำทั้งสองประเภทไม่สะดวก ก็ให้ใช้การเทน้ำสามครั้งบนศีรษะของผู้รับโดยเอ่ยนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต ผู้รับศีลล้างและผู้ทำพิธีล้างควรจะทำการอดอาหารก่อนพิธี คนอื่นๆ ที่ร่วมพิธีก็ควรจะอดอาหารด้วยถ้าทำได้ ผู้รับศีลล้างบาปควรได้รับการสอนให้อดอาหารเป็นเวลาหนึ่งวัน หรือสองวันก่อนพิธี”

Slide 10: 

จากตัวบทวิธีการปกติของการรับศีลล้างบาปคือการจุ่มตัวในน้ำไหลในลำธาร แม่น้ำหรือทะเล อนุญาตการรับศีลล้างโดยใช้วิธีการประพรมหรือแช่ในน้ำในกรณีที่จำเป็น รูปแบบของการเอ่ยนามพระบิดา และพระบุตร และพระจิต ถือเป็นมาตรฐานของการปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติของชาวยิวที่จะอดอาหาร และการอดอาหารก่อนรับศีลล้างบาปได้รับอิทธิพลมากจากชาวยิวอย่างชัดเจน และยังชี้ให้เห็นถึงความเก่าแก่ของหนังสือดีดาเคนี้ด้วย

Slide 11: 

บทที่ 6 ระบุว่ามีแต่เพียงผู้รับศีลล้างบาปแล้วเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองศีลมหาสนิทได้ ไม่มีการกล่าวถึงจารีตพิธีใดๆ ที่แยกออกจากพิธีศีลล้างบาปเพื่อทำการมอบพระจิตเจ้า แม้จะมีปรากฏในหนังสือกิจการอัครสาวกที่กล่าวถึงการปกมือเพื่อมอบพระจิตภายหลังจากการรับศีลล้างบาป

ข. Apology ของนักบุญยุสติน : 

ข. Apology ของนักบุญยุสติน งานเขียนประเภทป้องกันความเชื่อของคริสตชน เขียนถึงจักรพรรดิอันโตตนีอุส พีอุส ในปี ค.ศ. 160 เนื้อหาแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในทางการปฏิบัติและความเข้าใจเกี่ยวกับศีลล้างบาป บางครั้งน้ำที่ใช้ล้างบาปนั้นใช้การเทเหนือผู้รับพิธีล้างบาป พิธีล้างได้รับความเข้าใจความหมายมากยิ่งขึ้นในเรื่องการชำระล้างและการเกิดใหม่ มากกว่าในด้านความตายและการกลับคืนชีพ กระบวนการของการเข้าเป็นคริสตชนสรุปด้วยการภาวนา และร่วมเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท

Slide 13: 

“โดยพระคริสตเจ้าเราได้รับชีวิตใหม่ และเราได้ถวายตัวแด่พระเจ้า ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ทราบว่า เราทำกันอย่างไรสำหรับผู้ที่เชื่อว่า สิ่งที่เราสอนเป็นความจริง และเชื่อว่าตนมีความสามารถเจริญชีวิตตามคำสั่งสอนนั้น เรายังสอนเขาให้ภาวนาและถือศีลอดอาหาร วอนขอพระเจ้าอภัยบาป และเราเองก็สวดภาวนาและถือศีลอดอาหารพร้อมกับเขาด้วย ต่อจากนั้น เราก็พาเขาไปยังที่มีน้ำ และเขาก็ได้เกิดใหม่อย่าเราเองได้เกิดใหม่มาแล้ว กล่าวคือ เขาได้รับการล้างชำระในน้ำ เดชะพระนามพระเป็นเจ้า พระบิดาพระเจ้าแห่งสากลโลก เดชะพระนามพระเยซูคริสตเจ้าและพระจิตเจ้า หลังจากที่เราได้ล้างเขา คือผู้ที่ได้รับการชักชวนและได้ประกาศยอมรับความเชื่อของเขา เราก็ได้นำเขาไปหาบรรดาผู้ที่เราเรียกว่า “พี่น้อง” ในสถานที่ที่พวกเขาได้มาชุมนุมและภาวนาร่วมกันอย่างกระตือรือร้นเพื่อตัวเราเอง เพื่อเขาที่ได้รับการส่องสว่าง และเพื่อทุกๆ คนในทุกแห่งหนที่ต้อนรับความจริง ซึ่งอาจพบในเราที่ดำเนินชีวิตในฐานะที่เป็นประชาชนที่ดี และมีความนอบน้อมเชื่อฟัง และในการบรรลุถึงความรอดพ้นนิรันดรด้วย”

Slide 14: 

นักบุญยุสตินอาจไม่ได้บรรยายทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ในข้อเขียนของท่านเกี่ยวกับจารีตพิธีรับศีลล้างบาป เพราะงานเขียนนี้เขียนขึ้นเพื่ออธิบายความเชื่อคริสตชนให้กับจักรพรรดิซึ่งเป็นคนต่างศาสนา ท่านไม่ได้กล่าวถึงธรรมล้ำลึกเกี่ยวกับพระพรของพระจิตเจ้าไว้ในงานเขียนนี้เลย

Slide 15: 

ทำให้เราทราบว่าศีลล้างบาปทำให้ได้เข้ารวมอยู่ในชุมชนคริสตชน ท่านยังได้บรรยายถึงเรื่องการภาวนา การที่ผู้รับศีลล้างบาปใหม่และชุมชนทั้งหมดจะต้องแบ่งปันจูบแห่งสันติ (kiss of peace) ต่อจากนั้นจึงเป็นการเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท ชุมชนคริสตชนจะต้องร่วมในการเตรียมของผู้รับศีลล้างบาปด้วยทั้งในด้านการสอนความเชื่อ และในช่วงเวลาของการภาวนาและการอดอาหาร

ค. แนวทางปฏิบัติร่วมกันที่สำคัญของบรรดาปิตาจารย์ในยุคนี้ : 

ค. แนวทางปฏิบัติร่วมกันที่สำคัญของบรรดาปิตาจารย์ในยุคนี้ พิธีกรรมก็มีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีรูปแบบอันหลากหลายที่พัฒนาขึ้นในพระศาสนจักรของสถานที่ต่างๆ แต่ก็สามารถที่จะประมวลให้เห็นภาพของการรับเข้าเป็นคริสตชนในยุคสมัยนี้ได้

Slide 17: 

1. การประกาศความเชื่อในพระคริสตเจ้าไม่เพียงพอสำหรับการรับศีลล้างบาปอีกต่อไป

Slide 18: 

สถานการณ์เปลี่ยนไป นอกจากชาวยิวที่ถือบัญญัติของโมเสสแล้ว ยังมีคนต่างชาติ ต่างเบื้องหลังของความเชื่อ และสภาพวิถีชีวิตเข้ามาสมัครเป็นคริสตชนเพิ่มขึ้น

Slide 19: 

บุคคลเหล่านี้ต้องมีผู้รับรองระหว่างช่วงเวลาของการอบรมทางด้านศีลธรรม และเป็นผู้แนะนำพวกเขาเพื่อให้ได้รับศีลล้างบาปหลังจากเตรียมตัวได้ 2-3 ปีแล้ว

Slide 20: 

พวกเขาต้องละทิ้งอาชีพที่ต้องห้ามสำหรับการเป็นคริสตชน เช่น โสเภณี ผู้ประกอบกิจการค้าประเวณี คนสร้างรูปเคารพ นักแสดงหรือผู้ให้ความบันเทิง นักแสดงการต่อสู้หรือทหาร ต้องหาอาชีพใหม่ก่อนที่จะเข้าเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร

Slide 21: 

พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงจากความประพฤติผิด เช่นการฆาตกรรม และการใช้ความรุนแรง ความสำส่อน และสามารถพิสูจน์ตนเองได้ด้วย

Slide 22: 

ช่วงเวลาของการเตรียมตัวที่ยาวนานนี้เรียกว่า “การเตรียมตัวเป็นคริสตชน” (catechumenate จากภาษากรีกแปลว่า การอบรมสั่งสอน) แต่การสอนในช่วงเวลานี้เป็นเรื่องทางด้านจริยธรรมมากกว่าเรื่องของข้อความเชื่อ

Slide 23: 

เนื่องจากคริสตชนอยู่ในช่วงเวลาของการถูกเบียดเบียนจนกระทั่งปี ค.ศ. 313 ผู้เตรียมตัวเป็น คริสตชนจะไม่มีโอกาสรู้เรื่องธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อมากนัก และไม่รู้สถานที่ของการชุมนุมด้วย ผู้อุปถัมภ์จึงทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้ของผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชนว่าพวกเขาจะไม่ทรยศต่อชุมชนในยามเกิดวิกฤต

Slide 24: 

ภายหลังปี ค.ศ. 313 ผู้อุปถัมภ์ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันในความจริงใจและเป็นพยานในต่อรูปแบบการเจริญชีวิตของผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชนต่อมา คริสตชนโดยทั่วไปสามารถเป็นผู้อุปถัมภ์ให้กับผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่มักจะเป็นผู้ที่พาลูกๆ ของตนมาแสดงตน และนายทาสจะนำทาสของตนมาเมื่อถึงเวลาล้างบาป

Slide 25: 

2. ความจำเป็นของศีลล้างบาปสำหรับความรอด

Slide 26: 

สามศตวรรษแรกมีการเปลี่ยนแปลงเวลาของการรับศีลล้างบาป ฮิปโปลิตุส ยืนยันว่าผู้ที่เป็นมรณสักขีจะได้รับความรอดโดยการล้างบาปด้วยโลหิตของตนเอง การล้างบาปด้วยความปรารถนา จะช่วยผู้ที่ตายด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ ในปี ค.ศ. 200 ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้รับศีลล้างบาปเช่นเดียวกัน

Slide 27: 

ความยุ่งยากในศตวรรษที่สาม จากการเบียดเบียนภายนอกพระศาสนจักรและความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในพระศาสนจักรเอง

Slide 28: 

ลัทธิมอนตานูส (Montanism) เป็นกลุ่มที่นิยมกฎระเบียบอันเคร่งครัดเพื่อตอบรับกับปัญหาที่กำลังเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในพระศานจักร เช่นการปรับตัวเพื่ออยู่ในโลกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง การโปรดศีลล้างบาปซ้ำกระทำได้หรือไม่ นำไปสู่ข้อถกเถียงระหว่างนักบุญซีเปรียน กับพระสันตะปาปาสเตเฟน เรื่องความถูกต้องของศีลล้างบาปของเฮเรติกกลุ่มนิกายต่างๆ

Slide 29: 

ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับศีลศักดิ์สิทธิ์ เช่น การปฏิเสธที่จะให้มีการโปรดศีลล้างบาปซ้ำ(เราไม่อาจหยุดการเป็นคริสตชนได้) พัฒนาไปสู่เทววิทยาด้านคุณลักษณะของศีลล้างบาป ในฐานะทีเป็นตราฝ่ายจิตที่ไม่อาจลบล้างได้

Slide 30: 

3. ขั้นตอนของกระบวนการเริ่มต้นชีวิตคริสตชนจากหนังสือธรรมประเพณีแห่งอัครสาวกของฮิปโปลิตุส

Slide 31: 

ให้ภาพของกระบวนการเริ่มต้นชีวิตคริสตชนได้อย่างสมบูรณ์ เขียนขึ้นราวปี ค.ศ. 217 ภาคศูนย์กลางของหนังสือ Apostolic Tradition คือ ภาค “On the Laity” แสดงรายละเอียดของขั้นตอนต่างๆ ที่คนๆ หนึ่งจะต้องผ่านเพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นคริสตชน

Slide 32: 

- ผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชนที่ต้องอยู่ภายใต้การรับการอบรมสั่งสอน (Instruction) เป็นเวลา 3 ปี กลุ่มผู้ได้รับเลือกสรร (The Electus) คือผู้ที่ได้ผ่านการตรวจสอบความประพฤติด้วยความรอบคอบแล้วและได้รับการตระเตรียมเพื่อเข้าสู่พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน

Slide 33: 

บทที่ 15-22 ของหนังสือธรรมประเพณีของอัครสาวกแสดงถึงการเตรียมตัวเป็นคริสตชน อันประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน

Slide 34: 

3.1 การเปิดตัวผู้สมัครเป็นคริสตชน (Presentation of the Candidates) การแสดงตนของผู้ต้องการเป็นคริสตชน เริ่มจากการที่บรรดาเพื่อนๆ ของพวกเขาจะเป็นผู้นำพวกเขาไปแนะนำตัวกับผู้อาวุโสที่ดูแลกลุ่มคริสตชน และบรรดาเพื่อนๆ เหล่านี้จะเป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับตัวตน และนิสัยใจคอ ตลอดจนความประพฤติต่างๆ ของพวกเขา

Slide 35: 

3.2 ระยะเวลาแห่งการเรียนคำสอน (Period of Cathechumenate) หรือช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวเป็นคริสตชน เมื่อผู้สมัครเป็นคริสตชนผ่านการตรวจสอบในขั้นตอนแรกแล้ว พวกเขาก็จะเข้าสู่ขั้นตอนที่สองซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี โดยพวกเขาจะได้รับการอบรมสั่งสอน (instructions) พร้อมกันนั้นพวกเขาจะต้องสวดภาวนา แต่ยังไม่ได้ภาวนาร่วมกับบรรดาสัตบุรุษ และยังไม่อาจแลกเปลี่ยนจูบแห่งสันติสุขได้ (Kiss of Peace) เมื่อสิ้นสุดการเรียนคำสอน ผู้อาวุโสที่อาจเป็นนักบวชหรือฆราวาสก็ได้ จะปกมือหนือผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชน พิธีนี้หมายความว่า หากพวกเขาได้เป็นมรณสักขีในการยืนยันความเชื่อ พวกเขาก็จะได้รับศีลล้างบาปด้วยเลือด

Slide 36: 

3.3 การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน (Proximate Preparation for Initiation) เมื่อได้เรียนคำสอนจนจบแล้วซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ปี ก็จะเป็นขั้นตอนของการซักถามอีกครั้งหนึ่ง และตรวจสอบผู้สมัครเป็นคริสตชน มีการซักถามเพื่อนๆ ผู้เกี่ยวข้องถึงความประพฤติปฏิบัติของผู้เรียนคำสอนด้วย ในช่วงเวลานี้เองที่ผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชนได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมฟังพระวาจา โดยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปพวกเขาได้กลายเป็น “ผู้ได้รับเลือกสรร” สามารถมีส่วนร่วมในพิธีกรรมภาคบทอ่านได้ ทั้งยังได้รับการปกมือประจำวันและได้รับการขับไล่ปีศาจ

Slide 37: 

- ไม่กี่วันก่อนการับศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน พระสังฆราชจะเป็นผู้ขับไล่ปีศาจให้แก่บรรดาผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชน

Slide 38: 

สามวันก่อนที่จะมีการับศีลล้างบาป คือในวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชนจะอาบน้ำ ในวันศุกร์ก็จะอดอาหารจนถึงกลางคืนระหว่างวันเสาร์และวันอาทิตย์ ในวันเสาร์พระสังฆราชจะเรียกพวกเขามาเข้าพิธีรับศีลศักดิ์แห่งการเริ่มต้นเป็นคริสตชน โดยพวกเขาจะคุกเข่าต่อหน้าพระสังฆราช พระสังฆราชจะปกมือเหนือผู้ได้รับเลือกสรรถือว่าเป็นการขับไล่ปีศาจ จากนั้นท่านจะเปาลมที่ใบหน้าของผู้ได้รับเลือกสรรและทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าผาก หูทั้งสอง และที่จมูกของพวกเขา ตลอดทั้งคืนแห่งการตืนเฝ้าพวกเขาจะสวดภาวนา อ่านบทบทอ่านจากพระคัมภีร์และข้อเขียนเกี่ยวกับข้อคำสอน

Slide 39: 

3.4 การรับศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท

Slide 40: 

- ผู้รับศีลล้างบาปจะไม่นำอะไรติดตัวมาด้วย นอกจากสิ่งที่จำเป็นสำหรับการรับศีลมหาสนิท คือสิ่งที่มีค่าสำหรับเป็นของถวายของพวกเขา - เมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ (เวลาไก่ขัน) พระสังฆราชจะเสกน้ำ น้ำที่ได้รับการเสกนั้นจะเป็นน้ำพุ หรือเป็นน้ำฝน หรืออาจเป็นน้ำที่ได้มาจากแหล่งอื่นก็ได้

Slide 41: 

ผู้ที่จะรับศีลล้างบาปจะเปลื้องเสื้อคลุมของตนเองออก เด็กๆ จะได้รับศีลล้างบาปก่อน หากพวกเขาไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อได้ บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองหรือญาติพี่น้องหรือบรรดาสมาชิกบางคนในครอบครัวจะเป็นคนตอบคำถามแทนพวกเขา จากนั้นผู้ชายจะได้รับการล้างบาปก่อน ต่อจากผู้ชายค่อยเป็นผู้หญิง ก่อนที่จะลงไปในน้ำเพื่อทำพิธีล้างบาป พวกเขาจะต้องปล่อยมวยผม ถอดเสื้อผ้า พวกเขาจะไม่สวมใส่อะไร ไม่ว่าจะเป็นแหวน เครื่องทอง เครื่องเงินทั้งหลาย

Slide 42: 

การเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้ในพิธีล้างบาป พระสังฆราชจะกล่าวคำขอบพระคุณเหนือน้ำมันที่ได้จัดไว้ใน Ampulla น้ำมันชนิดนี้เป็นน้ำมันแห่งการขอบพระคุณ (Oil of Thanksgiving) ส่วนน้ำมันที่ใช้ในพิธีขับไล่ปีศาจ (Oil of Exorcism) จะเป็นน้ำมันอีกชนิดหนึ่ง สังฆานุกรที่เป็นผู้ถือน้ำมันขับไล่ปีศาจ (Oil of Exorcism) จะยืนประจำอยู่ด้านซ้ายของพระสงฆ์ และจะมีสังฆานุกรอีกคนหนึ่งยืนทางด้านขวาพร้อมกับถือน้ำมันขอบพระคุณ (Oil of Thanksgiving)

Slide 43: 

พระสงฆ์จะเรียกผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชนแต่ละคน พวกเขาจะต้องประกาศละทิ้งปีศาจเป็นครั้งสุดท้าย ดังบทสูตรต่อไปนี้ “ข้าพเจ้าละทิ้งเจ้า เจ้าปีศาจ คำสัญญาต่างๆ ของเจ้าเป็นแต่ความว่างเปล่า รวมถึงการงานทั้งปวงของเจ้าด้วย”

Slide 44: 

เมื่อประกาศละทิ้งปีศาจแล้ว พระสงฆ์จะเจิมผู้สมัครเป็นคริสตชนด้วยน้ำมันขับไล่ปีศาจ และกล่าวว่า “ขอให้จิตชั่วทั้งหลายออกจากท่าน” ต่อจากนั้นพระสงฆ์จะมอบผู้สมัครเป็นคริสตชนที่เปลื้องผ้าแล้วให้แก่สังฆานุกรที่อยู่ในน้ำล้างบาป โดยสังฆานุกรชายจะช่วยผู้เข้าพิธีที่เป็นผู้ชาย และสังฆานุกรหญิงจะช่วยผู้หญิง

Slide 45: 

ขณะที่ยืนอยู่ในน้ำ สังฆานุกรจะถามคำถาม “ท่านเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ ผู้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกหรือ” ผู้เข้าพิธีตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ” และจะเทน้ำเหนือเขาเป็นครั้งแรก และจะถามต่อไปอีก “ท่านเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้าพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงเสด็จมาในโลกนี้เพื่อรับทรมานเพื่อโลกหรือ” พวกเขาตอบและจะได้รับการล้างเป็นครั้งที่สอง พวกเขาจะถูกถามเป็นครั้งที่สามว่า “ท่านเชื่อถึงพระจิต พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ การกลับคืนชีพของร่างกายและชีวิตนิรันดรหรือ” และภายหลังการตอบครั้งสุดท้าย “ข้าพเจ้าเชื่อ” น้ำจะถูกเทเหนือเขาเป็นครั้งสุดท้าย

Slide 46: 

เมื่อขึ้นจากบ่อน้ำล้างบาปแล้ว พวกเขาจะได้รับการเจิมด้วยน้ำมันขอบพระคุณในพระนามของพระคริสตเจ้า ผู้ทรงได้รับการเจิม และได้รับมอบเสื้อขาวเพื่อสวมใส่ก่อนที่จะกลับเข้าไปสู่ที่ชุมนุมในโบสถ์ สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเขาได้ปลดเปลื้องหนทางบาปของพวกเขาออกไป พวกเขาได้ลงไปในน้ำแห่งความรอด และได้ขึ้นมาเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าในพระคริสตเจ้า พวกเขาจะไปแสดงตนเองที่ละคนต่อหน้าพระสังฆราชซึ่งจะปกมือเหนือศีรษะของพวกเขาและเจิมพวกเขาด้วยน้ำมันเป็นครั้งสุดท้ายขณะที่พระสังฆราชภาวนาให้พวกเขาเต็มเปี่ยมด้วยพระจิตเจ้า

Slide 47: 

เวลานี้พวกเขาได้รับศีลล้างบาปอย่างสมบูรณ์และได้รับเข้าสู่พระศาสนจักร และสิ่งที่ยังคงอยู่เพื่อทำให้การเริ่มต้นเป็นคริสตชนสมบูรณ์คือการร่วมกับบรรดาคริสตชนในการเฉลิมฉลองพิธีกรรมปัสกาแห่งการกลับคืนชีพ สำหรับศีลมหาสนิทซึ่งพวกเขาไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนนั้น เวลานี้เป็นคำภาวนาแห่งการขอบพระคุณของพวกเขาสำหรับความรอดที่พวกเขาได้รับ

Slide 48: 

3.5 การเรียนคำสอนหลังรับศีลล้างบาป (Mystagogia)

Slide 49: 

คริสตชนใหม่จะต้องผูกมัดตนเองกับการทำความดี ทำตนให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า มีความประพฤติที่เหมาะสม เต็มเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นเพื่อพระศาสนจักร ประพฤติปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาได้เรียนมาแล้ว ก้าวหน้าในความศักดิ์สิทธิ์ จำเป็นที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เพิ่มเติม พระสังฆราชจะเป็นผู้สอนเรื่องเหล่านี้เป็นการส่วนตัวกับบรรดาคริสตชนใหม่ที่ได้รับศีลมหาสนิทแล้วทุกคน

Slide 57: 

1. สรุปประเด็นที่น่าสนใจในธรรมประเพณีอัครสาวกของฮิปโปลิตุส

Slide 58: 

1.1 มีการพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับแล้วของกลุ่มครูผู้สอนซึ่งโดยทั่วไปเป็นฆราวาส และกลุ่มผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชน “ลำดับขั้นของการเตรียมตัวเป็นคริสตชน”มีอยู่ในทางปฏิบัติโดยยังไม่มีชื่อที่ใช้เรียก

Slide 59: 

1.2 โดยทั่วไปการเตรียมตัวเป็นคริสตชนใช้เวลาประมาณ 3 ปี โดยมีการสอนคำสอนและการสวดภาวนา พระศาสนจักรในยุคแรกไม่ถือว่าช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวนี้เป็น “ชั้นของการกลับใจ” มีการสอนคำสอนบ้างในเรื่องราวของพระคัมภีร์ที่เป็นเรื่องหลักของหลักความเชื่อ แต่มีการสอนในแง่มุมของศาสนาหรือการสวดภาวนาด้วยซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญเพื่อการเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของผู้ที่เป็นคริสตชน

Slide 60: 

1.3 การให้ความสำคัญอยู่ที่ผู้ใหญ่ แม้ว่าในบางครั้งอาจจะมีการให้เด็กรับศีลล้างบาปพร้อมกับผู้ใหญ่บ้างแล้วในช่วงเวลานี้ แต่ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ และทั้งเทววิทยาและพิธีกรรมของศีลล้างบาปต่างมุ่งความสนใจไปที่ผู้ใหญ่

Slide 61: 

1.4 ความเข้าใจในเรื่อง “ศีลล้างบาปโดยโลหิต” เริ่มปรากฏเป็นรูปร่างแล้ว 1.5 เรื่องของผู้อุปถัมภ์หรือผู้รับรองซึ่งภายหลังพัฒนาไปสู่พ่อแม่ทูนหัวที่มีขึ้น 1.6 บทบาทของการขับไล่ปีศาจก่อนพิธีศีลล้างบาป และการวางมือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของศีลล้างบาป

Slide 62: 

1.7 สำหรับการกระทำพิธีล้างนั้น บทบาทอันสำคัญของ “ผู้อาวุโส” ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน แม้ว่ากิจการของท่านก่อนพิธีล้างนั้นไม่มีแม้แต่น้อย ตามความเป็นจริงแล้ว “ผู้อาวุโส” คือประธานในพิธีกรรม 1.8 ความคิดจากพระธรรมเก่าในกฎเกณฑ์เรื่องความบริสุทธิ์ (ตัวอย่างเช่นสตรีที่มีประจำเดือน) มีอิทธิพลต่อพิธีกรรม และการชำระล้างก่อนพิธีศีลล้างบาปอาจมีที่มาจากพิธีกรรมนี้ของชาวยิว

Slide 63: 

1.9 ศีลล้างบาปกระทำในวันสัปบาโต (วันเสาร์) ด้วยการตื่นเฝ้าและการสวดภาวนาตลอดทั้งคืน 1.10 มีการเปาลมที่ใบหน้า และการเจิมที่หน้าผาก ที่หูทั้งสองข้าง และที่จมูก การกระทำทางพิธีกรรมมีปรากฏอย่างชัดเจน และโดยพื้นฐานสำหรับในสังคมที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้นั้น กริยาการปฏิบัติมีความสำคัญอย่างมาก 1.11 การอดอาหารที่มีกล่าวถึงก่อนหน้านี้แล้วในหนังสือดีดาเค ยังคงมีการกระทำต่อไปและยิ่งมีการระบุชัดมากขึ้น

Slide 64: 

1.12 ผู้รับศีลล้างบาปต้องเปลื้องเสื้อผ้าทั้งหมด การเปลือยเปล่านี้ยังคงถือปฏิบัติโดยทั่วไปต่อมาอีกหลายทศวรรษทั้งในจารีตตะวันออกและตะวันตก 1.13 เด็กจะได้รับศีลล้างบาปเป็นลำดับแรก ในช่วงเวลานี้มีการทำพิธีล้างบาปให้กับเด็กอย่างชัดเจน แต่ตามความเป็นจริงแล้ว กฎเกณฑ์ของการรับศีลล้างบาปนั้นเป็นของผู้ใหญ่

Slide 65: 

1.14 ภายหลังจากที่เด็กรับศีลล้างบาปแล้ว เป็นการรับศีลล้างบาปของผู้ชายจากนั้นจึงเป็นผู้หญิง ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องเปลือยเปล่า และต้องถอดเพชรพลอย เครื่องประดับทั้งหลายออกให้หมด หลังจากนั้นสังฆานุกรจะช่วยผู้ชาย และสังฆานุกรหญิงจะช่วยผู้หญิงในพิธีชำระล้าง

Slide 66: 

1.15 น้ำมันจะได้รับการเสก ผู้ที่กระทำพิธีเสกคือ พระสังฆราช โดยที่มีน้ำมัน 2 ชนิดคือ น้ำมันสำหรับการเจิมขับไล่ปีศาจ และน้ำมันสำหรับการขอบพระคุณ (น้ำมันคริสมา) 1.16 พระสงฆ์และสังฆานุกรได้รับมอบหน้าที่ในพิธีกรรม

Slide 67: 

1.17 มีการประกาศละทิ้งปีศาจสามครั้ง ซึ่งอาจได้รับรูปแบบมาจากการวอนขอต่อพระเจ้าทั้งสามพระบุคคลในการกระทำพิธีล้างบาป มีการจุ่มตัวในน้ำสามครั้ง และการประกาศยืนยันความเชื่อสามครั้งเช่นกัน

Slide 68: 

1.18 ภายหลังจากพิธีล้างบาปมีการวางมือโดยผู้อาวุโสที่ดูแลกลุ่มคริสตชน เช่นเดียวกับการเจิมภายหลังพิธีล้างบาป สำหรับฮิปโปลีตุส การกระทำนี้เป็นส่วนหนึ่งของศีลล้างบาปโดยที่ไม่อาจแปลความเป็นเรื่อง “ศีลกำลัง” แต่อย่างใด พิธีกรรมทั้งสิ้นนี้เรียกว่า “ศีลล้างบาป” ซึ่งรวมเอาพิธีการและพิธีกรรมทั้งหมดที่นอกเหนือไปจากเพียงจุ่มตัวในน้ำ

Slide 69: 

1.19 การมอบจูบแห่งสันติสุข (ไม่อนุญาตสำหรับผู้เตรียมตัวเป็นคริสตชน) และรูปแบบของการทักทาย “พระเจ้าสถิตกับท่าน.....และกับจิตของท่าน” ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมแล้ว 1.20 บทบาทของชุมชนดูเหมือนมีส่วนร่วมในพิธีน้อยกว่าที่นักบุญยุสตินเคยกล่าวไว้ ชุมชนโดยผ่านทางการภาวนาและจูบแห่งสันติเป็นของผู้ร่วมในพิธีกรรมอย่างแข็งขัน

Slide 70: 

1.21 มีการต้อนรับสมาชิกใหม่ของรับศีลล้างบาปเข้าสู่การเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท ด้วยสิทธิในรับปัง น้ำ นม และน้ำผึ้งเช่นเดียวกับถ้วยแห่งพระโลหิต

Slide 71: 

ขั้นตอนโดยพื้นฐานแบบเดียวกัน คือเป็นพิธีกรรมที่มีรายละเอียดสลับซับซ้อน มีการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์เป็นช่วงระยะเวลายาวนานหลายวัน เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลผู้จะเป็นคริสตชนตัดสินใจอย่างจริงจังที่จะยุติอดีต และเริ่มต้นรูปแบบของความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาใหม่ ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นกิจการที่น่าประทับใจของชุมชนที่สนับสนุนโดยผู้อุปถัมภ์ และการต้อนรับโดยชุมชนและการยอมรับอย่างสง่าโดยผู้นำของชุมชน

Slide 72: 

เป็นสัญลักษณ์ พวกเขาได้รับการบอกเล่าว่าบาปในอดีตของพวกเขาได้ตายไปแล้ว พวกเขาได้รับการอภัยโดยพระเมตตาของพระเจ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังฝ่ายจิตวิญญาณที่จะเจริญชีวิตอย่างเป็นอิสระจากความบาปในอนาคต อยู่ท่ามกลางผู้อื่นที่เป็นประจักษ์พยานว่าสิ่งนี้เป็นความจริง พวกเขาเชื่อและรับรู้ได้ทางความรู้สึกและได้รับผลจากศีลล้างบาป

Slide 73: 

บรรดาปิตาจารย์ผู้มีข้อเขียนเรื่องศีลล้างบาปในช่วงระยะเวลานี้ได้เขียนจากประสบการณ์ของตนเอง ศีลล้างบาปนำการอภัยบาปมาให้ พร้อมด้วยพระหรรษทานของพระ และเป็นการส่งมอบพระจิต แต่นอกเหนือจากนี้พวกเขาอธิบายเรื่องศีลล้างบาปด้วยถ้อยคำที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง

Slide 74: 

น. อิกญาซีโอ แห่งอันทิโอก ซึ่งตายเป็นมรณะสักขีในสมัยจักรพรรดิ์ทราจัน เข้าใจถึงศีลล้างบาปอย่างเรียบง่ายว่าเป็นการเริ่มต้นในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า ซึ่งจะยิ่งมีความสนิทชิดเชื้อมากขึ้นผ่านทางการรับศีลมหาสนิท และจะสมบูรณ์สูงสุดในความตายและการกลับคืนชีพอย่างมรณสักขี

Slide 75: 

น. อีเรเนอัส แห่งลียง เขียนไว้ในระหว่างปี ค.ศ. 190 ว่า ผ่านทางศีลล้างบาปซึ่งเป็นการฟื้นฟูสิ่งสร้างทั้งสิ้นในพระคริสตเจ้า กล่าวคือการรับพระจิตเจ้าซึ่งเป็นการเริ่มต้นของมีส่วนร่วมในชีวิตของพระเจ้าของมนุษย์

Slide 76: 

น. เครเมนต์ แห่งอเล็กซานเดรีย “เราผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วได้ขจัดบาปทั้งหลายออกไป บาปซึ่งเป็นเหมือนเมฆหมอกบดบังพระจิตของพระเจ้า และเป็นอุปสรรคขัดขวางวิถีทางของพระเจ้า วิสัยทัศน์แห่งจิตวิญญาณของเราเป็นอิสระแล้วในเวลานี้ ไม่ถูกควบคุมไว้และสว่างไสว ด้วยสายตาที่อยู่ภายในนี้ ที่เรามองเห็นความเป็นพระเจ้า เมื่อพระจิตหลังลงมายังเราจากสวรรค์”

Slide 77: 

ออริเจน ในศตวรรษที่ 3 บรรยายถึงศีลล้างบาปเป็นดุจไฟซึ่งเผาไหมทุกสิ่งอย่างเจ็บปวดนั่นคือสิ่งของของโลก และชำล้างวิญญาณ แต่ท่านตระหนักด้วยว่า พิธีกรรมของศีลศักดิ์สิทธิ์มิได้มีผลเช่นนี้เสมอไป “เพราะถ้าบางคนที่ยังคงทำบาปต่อไปเข้ามารับพิธีล้างเขาก็จะไม่ได้รับการอภัยจากบาป”

Slide 78: 

แตร์ตูเลียน ได้สรุปความหมายของพิธีล้างบาปไว้ในงานเขียนของท่านที่ชื่อ On the Resurrection ว่า “ร่างกายได้รับการชำระล้างเพื่อว่าวิญญาณจะได้สะอาดหมดจด ร่างกายได้รับการเจิมเพื่อว่าวิญญาณจะได้รับความศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายได้รับการทำเครื่องหมายกางเขนเพื่อว่าวิญญาณจะได้รับความเข้มแข็ง ร่างกายได้รับการปกมือเพื่อว่าวิญญาณจะได้รับการส่องสว่างโดยพระจิตเจ้า ร่างกายได้รับการเลี้ยงด้วยพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า เพื่อว่าวิญญาณจะได้รับการบำรุงเลี้ยงโดยพระเจ้า”

Slide 79: 

แตร์ตูเลียน แสดงให้เห็นว่าขั้นตอนต่างๆ ของพิธีโปรดศีลแห่งการเริ่มต้นชีวิตคริสตชน นำไปสู่เป้าหมายร่วมกันอยู่อย่างเดียวอย่างไร กล่าวคือนำไปสู่การสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าในพระคริสตเจ้า ที่ทำการเฉลิมฉลองในพิธีบูชาขอบพระคุณ

authorStream Live Help