reproduction

Views:
 
Category: Education
     
 

Presentation Description

reproduction

Comments

Presentation Transcript

Slide 4: 

การสืบพันธุและ การเจริญเติบโตของสัตว์

Slide 7: 

การสืบพันธุ (Reproduction) เปนสมบัติที่พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะสิ่งมีชีวิตตองมีการสรางชีวิตใหม ที่มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนบรรพบุรุษเพื่อใหสามารถดํารงเผาพันธุตอไปได

Slide 8: 

การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Asexual Reproduction) การสืบพันธุแบบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction) แบ่งออกเป็น

Slide 9: 

การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Asexual Reproduction) เปนการสรางชีวิตใหมโดยการแบ่งเซลล แบบไมโทซิสทําใหมีลักษณะพันธุกรรมเหมือนเดิมทุกประการมีหลายวิธีดังนี้

Slide 10: 

การแบงออกเปน 2 สวน (Binary Fission) พบในสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว เชน Euglena , Amoeba, Paramecium, Protococcus ฯลฯ

Slide 12: 

การแตกหนอ (Budding) พบใน ยีสต (Yeast) และไฮดรา (Hydra)

Slide 14: 

การสรางสปอร (Sporulation) พบใน เห็ด, รา, มอส, เฟน และสาหรายบางชนิด

Slide 15: 

การงอกใหม (Regeneration) พบใน พลานาเรีย และ ดาวทะเล

Slide 16: 

การสรางสโตลอน (Stolon) พบใน สตรอเบอรี, บัว, หญา และเศรษฐีเรือนนอก ฯลฯ

Slide 17: 

เปนการสรางชีวิตใหมโดยมีการปฏิสนธิ ระหวางเซลลสืบพันธุเพศผู คือ อสุจิ(Sperm) กับเซลลสืบพันธุเพศเมีย คือ ไข (Egg) ทําให้ ลักษณะพันธุกรรมแปรผันไปจากเดิม การสืบพันธุแบบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction)

Slide 19: 

การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของสัตว สัตวบางชนิดมีสองเพศในตัวเดียวกัน (Hermaphrodite) แตมีการปฏิสนธิขามตัวกัน เชน พยาธิใบไม, ไสเดือนดิน, ไฮดรา, พลานาเรีย สําหรับพยาธิตัวตืดมี 2 เพศใน ปลองเดียวกัน

Slide 21: 

สัตวที่มีเพศแยกกัน (Dioecious) เปนเพศผูและเพศเมีย เชน หนอนตัวกลม หมึก กุง และสัตวมีกระดูกสันหลัง โดยทั่วไปการปฏิสนธิ มี 2 แบบ คือ

Slide 22: 

1. การปฏิสนธิภายนอก (External Fertilization) พบในสัตวน้ำ ออกลูกเปนไข เรียกวา “Oviparous” การปฏิสนธิภายใน (Internal Fertilization) พบในสัตวบกและสัตวน้ำมักออกลูกเปนตัว

Slide 23: 

ถาเอมบริโอเจริญโดยอาศัยอาหารจากแม เรียกวา “Viviparous” ถาเอมบริโอเจริญโดยอาศัยอาหารที่สะสมในไข เรียกวา “Ovoviviparous”

Slide 24: 

การผสมเทียม(Artificial Insemination) หมายถึงการทําใหเกิดการปฏิสนธิโดย ไมมีเพศสัมพันธุตาม ธรรมชาติ มีขั้นตอนดังนี้

Slide 26: 

การถายฝากตัวออน (Embryo Transfer) นิยมใชขยายพันธุสัตวที่ออกลูกนอยๆ มีขั้นตอนดังนี้

Slide 28: 

การสืบพันธุของมนุษย์

อวัยวะเพศชาย : 

อวัยวะเพศชาย

Slide 31: 

ระบบสืบพันธุเพศชาย ถุงอัณฑะ (Scrotum) หุมอัณฑะและควบคุมอุณหภูมิใหสม่ำเสมอ (32-34oC) อัณฑะ (Testis) ประกอบดวย หลอดสรางอสุจิ (Seminiferous Tubules) ภายในมี Primordial Germ Cell ซึ่งจะเจริญเปลี่ยนแปลง ไปเปน อสุจิ

Slide 32: 

หลอดเก็บอสุจิ (Epididymis) เปนแหลงเก็บอสุจิ กอนเขาสูทอนําอสุจิ 4. เซลลอินเตอรสติเชียล (Interstitial Cell) แทรกอยูระหวางหลอดสรางอสุจิมีหนาที่สรางฮอรโมน เพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone)

Slide 33: 

 ทอนําอสุจิ (Vas Defferens) เปนทอนําอสุจิผานไปยังทอปสสาวะ ตอมสรางน้ำเลี้ยงอสุจิ(Seminal Vesicle) สรางน้ำหลอเลี้ยงและอาหารใหอสุจิ คือ น้ำตาลฟรุกโทส  ตอมลูกหมาก (Prostate Gland) ผลิตเบสออนๆ ปองกันอันตรายจากภาวะเปนกรดในทอปสสาวะตอมนี้มักมีขนาดใหญขึ้นเมื่อเพศชายมีอายุมาก

Slide 34: 

ตอมคาวเปอร (Cowper’s Gland) ผลิตของเหลวใสและเหนียวชวยหลอลื่น ทอฉีดอสุจิ (Ejaculatory Duct) ชวยบีบตัวฉีดน้ำอสุจิผานทอปสสาวะ เมื่อไดรับการกระตุนทางเพศ ทอปสสาวะ (Urethra) เปนทออยูภายในองคชาต (Penis) เปนทางผานของน้ำปสสาวะและน้ำอสุจิ

Slide 35: 

Next>>>

Slide 36: 

ระบบสืบพันธุเพศชาย

Slide 37: 

น้ำอสุจิ (Semen) ประกอบดวยฟรุกโทส จากตอมสรางน้ำเลี้ยงอสุจิ เบส จากตอมลูกหมาก, สารหลอลื่น จากตอมคาวเปอร และอสุจิ ชายปกติหลั่งน้ำอสุจิประมาณ 2-7 cm3 มีอสุจิประมาณ 300-500 ลานตัว (1 cm3 มีอสุจิ 70 ลานตัว หาก นอยกวา 30 ลานตัว มักจะเปนหมัน) อสุจิมีชีวิตอยูในหลอดเก็บอสุจิหรือหลอดนําอสุจิได 40 วัน แตในปกมดลูกมีชีวิตเพียง 2 วันเทานั้น

Slide 38: 

อสุจิ ประกอบดวย 3 สวน คือ  สวนหัว (Head) เปนนิวเคลียส สวนหนาสุดเปนถุงบรรจุเอนไซมสําหรับยอยสลายเยื่อหุมเซลลไข  สวนกลาง (Middle Piece) มีไมโทคอนเดรียมากเปน แหลงพลังงานสําหรับเซลล  สวนหาง (Tail) มีแฟลเจลลัมใชในการเคลื่อนที่ของอสุจิ

Slide 39: 

ลักษณะของอสุจิ

Slide 42: 

กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย

อวัยวะเพศหญิง : 

อวัยวะเพศหญิง

Slide 45: 

ระบบสืบพันธุเพศหญิง

Slide 46: 

Next>>

Slide 47: 

รังไข (Ovary) ภายในมี Primary Oocyte ประมาณ 2 ลานเซลลตั้งแตแรกเกิด เมื่อถึงวัยสาว จะมีเพียงประมาณ 400 เซลล เทานั้นที่เจริญเปนไขซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเปนขั้นๆ ดังแผนภาพ

Slide 48: 

กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง

Slide 50: 

 การตกไขครั้งแรกเกิดหลังจากเด็กสาวเริ่มมีประจําเดือน และจะเกิดตอไปจนถึงวัยหมดประจําเดือน (Menopause) ชวงอายุประมาณ 45-50 ป  มดลูก (Uterus) มีเนื้อเยื่อ3 ชั้น ชั้นในสุด(Endometrium) มีลักษณะคลายฟองน้ำเปนชั้นที่มีการ สรางรก (Placenta) สําหรับแลกเปลี่ยนแกสและสง อาหารใหเอมบริโอขณะตั้งครรภ รอบประจําเดือนของเพศหญิง (Menstrual Cycle) แบงเปนระยะ ดังนี้

Slide 51: 

ระยะกอนตกไข (Follicle Stage) 13-15 วัน 13-15 วัน ระยะหลังตกไข (Corpus Luteum Stage) ระยะตกไข (Ovulation) ระยะมีประจําเดือน (Mentruation Flow Stage)

Slide 52: 

การปฏิสนธิเกิดขึ้นจากการที่ สวนหัวของอสุจิหลั่งเอนไซมสลายสารเคลือบเซลลไข ทําใหอสุจิเจาะลงไป ถึงเยื่อหุมเซลลไข Secondary Oocyte จึงแบงเซลลแบบ Meiosis II กลายเปนไข (Egg) ผสมกับนิวเคลียสของ อสุจิกลายเปนไซโกตและแบงเซลลกลายเปนเอมบริโอเคลื่อนที่ไปฝงตัวที่ผนังมดลูกชั้นในเกิด การตั้งครรภ (Pregnancy)

Slide 53: 

ระดับฮอรโมน FSH, LH และเอสโทรเจน จะเพิ่มขึ้นจนสูงสุดในวันตกไข จากนั้นจึงคอยลดปริมาณลง ในขณะที่ โพรเจสเทอโรนจะเพิ่มขึ้นหลังจากมีการตกไขแลว ระหวางตั้งครรภโพรเจสเทอโรน จะมีระดับสูงกวา เอสโทรเจนจนกระทั่งถึงกําหนดคลอด ระดับ โพรเจสเทอโรน จะลดลง ในขณะที่เอสโทรเจนจะรวมกับออกซีโทซิน (Oxytocin) จากตอมใตสมอง กระตุนใหกลามเนื้อมดลูกหดตัวทําใหเกิดการคลอดทารกออกมา

Slide 54: 

การคุมกําเนิด (Contraception) หมายถึง การปองกันมิใหเกิดการตั้งครรภ มีหลายวิธี คือ ก. ปองกันการฝงตัวของเอมบริโอ ข. ปองกันไมใหอสุจิเคลื่อนที่เขาไปผสมกับไข ค. ปองกันไมใหไขสุกและยับยั้งการตกไข

Slide 55: 

การเจริญเติบโต

Slide 56: 

การรักษาสภาพเดิม (Maintenance) เกิดจาก  การเพิ่มจํานวนเซลล (Cell Multiplication) การขยายขนาดเซลล (Cell Expansion) โดยการเพิ่มปริมาณ Protoplasm ซึ่งเรียกวา“Assimilation” การแปรสภาพเซลล (Differentiation)

Slide 57: 

การวัดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต

Slide 58: 

มีหลายวิธี เชน  การวัดมวลหรือน้ำหนัก นิยมใชกันมากเพราะวัดงาย สะดวก แตอาจไมตรงกับความเปนจริง เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของเหลวในรางกาย  การวัดน้ำหนักแหง เปนวิธีที่ใกลความจริงที่สุด เพราะวัดน้ำหนักที่เกิดจากการเจริญเติบโต โดยการขจัด ความชื้นออกจนหมด แตมีขั้นตอนยุงยาก จึงมักใชวิธีสุมตัวอยางเปนตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด การวัดความสูง นิยมใชเพราะสะดวกและงาย แตไมสามารถใชกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได การนับจํานวนเซลล เหมาะสําหรับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ เชน สาหราย เปนตน

Slide 59: 

เราอาจใชวิธีวัดแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับชนิดของสิ่งมีชีวิตก็ได เชน วัดความหนา วัดปริมาตร วัดเสนรอบวง นับจํานวนใบหรือกิ่ง เปนตน กราฟแสดงอัตราการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปมีลักษณะ เปนเสนโคงรูปตัว S เรียกวา“Sigmoid Curve” หรือ “S-Shape Curve” ซึ่งแบงเปน 3 ระยะ คือ C B A A ระยะเริ่มตน มีการเจริญเติบโตอยางชาๆ B ระยะที่มีการเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว C ระยะคงที่ เพราะมีการเจริญเติบโตเต็มที่แลว

Slide 62: 

สําหรับมนุษยมีแบบแผนการเจริญเติบโตของอวัยวะแตก ตางกัน คือ 1. สมองมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในชวง 5 ปแรก 2. อวัยวะสืบพันธุ มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดหลังจากอายุ 12 ปขึ้นไป 3. เมื่อโตเต็มวัย การเจริญเติบโตจะคงที่ (20 ป) (แตอวัยวะบางสวนยังคงมีการแบงเซลลตลอดชีวิต เชน ไขกระดูก, เซลลผิวหนัง, กลุมเซลลในอัณฑะและ รังไข เปนตน สวนพืชพบในกลุมเซลลบริเวณปลายยอด ปลายกิ่ง และปลายราก)

Slide 64: 

การเจริญเติบโตของสัตว

Slide 65: 

การเจริญเติบโตในระยะเอมบริโอ เริ่มจากอสุจิปฏิสนธิกับไขกลายเปน ไซโกต (Zygote)ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเปนระยะตางๆ ดังนี้ อสุจิ + ไข ไซโกต (Zygote)

Slide 67: 

ภาพแสดงอสุจิกำลังเข้าสู่ไข่

การปฏิสนธิ : 

การปฏิสนธิ การปฏิสนธิ คือ การรวมตัวของเซลล์เพศผู้ และเซลล์เพศเมีย ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ ของเพศหญิง

Slide 72: 

ระยะคลีเวจ (Cleavage) ไซโกตแบงเซลลอยางรวดเร็วเปนเซลลใหมขนาดเล็กลงติดกันเปนกระจุกคลายนอยหนา เรียกวา “Morula” แบบแผนการแบงเซลลในระยะคลีเวจแตกตางกัน ขึ้นกับปริมาณและการกระจายตัวของไขแดงภายใน เซลลไขของสัตวแตละชนิด ดังนี้

Slide 73: 

1. Holoblastic Type หมายถึง การแบงเซลลไขตลอดทั้งเซลลมี 2 รูปแบบ คือ - Equal Holoblastic Type : เซลลที่แบงแลวมีขนาดเทากันทุกเซลล พบในไขประเภท Isolecthal Egg (มีไขแดงนอยมากหรือเกือบไมมีเลย) เชน ไขเมนทะเล ดาวทะเล แอมฟออกซัส ปลาปากกลม สัตวเลี้ยงลูก ดวยน้ำนมรวมทั้งมนุษย - Unequal Holoblastic Type : เซลลที่แบงแลวดาน Animal Pole มีจํานวนมากและขนาดเล็ก เรียกวา “Micromere” เซลลดาน Vegetal Pole มีจํานวนนอยและขนาดใหญ เรียกวา “Macromere” พบใน ไขประเภท Mesolecithal Egg (มีไขแดงปานกลางกระจายทั่วเซลลแตไมสม่ำเสมอ) เชน ไขปลากระดูกแข็ง ไขสัตวครึ่งบกครึ่งน้ำ

Slide 74: 

2. Meroblastic Type หมายถึง การแบงเซลลไขไมตลอดทั้งเซลล มี 2 รูปแบบ คือ - Discoidal Meroblastic Type : มีการแบงเซลลเฉพาะบริเวณ Animal Pole เทานั้น พบในไข ประเภท Telolecithal Egg (มีไขแดงมาก) เชน ไขปลากระดูกออน สัตวปก สัตวเลื้อยคลาน - Peripheral Meroblastic Type : มีการแบงเซลลเฉพาะบริเวณผิวรอบไขแดง ซึ่งอยูตรงกลาง เทานั้น พบในไขประเภท Centrolecithal Egg (มีไขแดงอยูกลางเซลล) เชน ไขแมลง

Slide 75: 

ระยะบลาสตูลา (Blastula) มีการเคลื่อนที่ของกลุมเซลลชั้นในของ Morula มาเรียงตัวรอบนอกจึงเกิดชองวางขางใน เรียกวา “Blastocoel” สวนเซลลที่เรียงตัวกันรอบนอก เรียกวา “Blastomere” เรียกกระบวนการนี้วา “Blastulation” Blastomere ของดาวทะเล เมนทะเล มีชั้นเดียว จึงเรียกวา “Blastoderm” Blastulation ของไขไก นก หรือสัตวเลื้อยคลานเกิดตรง Germinal Disc มีลักษณะเปนแผน จึงเรียกวา “Blastodisc”

Slide 76: 

ระยะแกสตรูลา (Gastrula) มีการสรางเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ เนื้อเยื่อชั้นนอก(Ectoderm) เนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesoderm) และ เนื้อเยื่อชั้นใน (Endoderm) เรียกกระบวนการนี้วา “Gastrulation” เนื้อเยื่ออาจบุมเขาไปขางในเกิดชองวางขึ้นใหม เรียกวา“Gastrocoel” หรือ “Archenteron” พบ ในไขพวก Isolecithal Egg

Slide 78: 

การเกิดอวัยวะและรูปรางของเอมบริโอ (Organogenesis และ Morphogenesis) เนื้อเยื่อมีการจัดเรียงตัวและจับกลุมกันเจริญเปนอวัยวะตางๆ และประสานงานกันเปนรูปรางที่มีแบบแผน เฉพาะตัวตามชนิดของสิ่งมีชีวิตดังนี้ Ectoderm เจริญเปน สมองและระบบประสาท ผิวหนังและระบบปกคลุมรางกาย (ผม ขน เล็บ เขา) Mesoderm เจริญเปน ระบบกลามเนื้อ, ระบบสืบพันธุ ระบบขับถาย, ระบบเลือด, ระบบโครงกระดูก Endoderm เจริญเปน ระบบยอยอาหาร, ระบบหายใจ

Slide 84: 

การเจริญเติบโตของแมลง มีการเปลี่ยนแปลงรูปราง พฤติกรรมและการดํารงชีวิตแตกตางกันอยางเดนชัด เรียกวา “เมทามอรโฟซิส (Metamorphosis)” แบงออกเปน 4 รูปแบบ คือ

Slide 85: 

Without Metamorphosis หรือ Ametabola ไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางขณะเจริญเติบโต พบในสัตวชั้นสูงและแมลงบางชนิด เชน แมลงสามงาม, แมลงหางดีด

Slide 86: 

Gradual Metamorphosis หรือ Peurometabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางทีละนอยๆ ในขณะเจริญเติบโต ตัวออนมีอวัยวะบางอยางไมครบ เรียก วา “นิมพ (Nymph)” พบในแมลงพวกตั๊กแตน แมลงสาบ จิ้งหรีด เรือด เหา ไร ไก ปลวก จักจั่น เพลี้ย เปนตน

Slide 87: 

egg Nymph Adult

Slide 88: 

Incomplete Metamorphosis หรือ Hemimetabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางเดนชัด ตัวออนอยูในน้ำ หายใจโดยใชเหงือก เรียกวา “ไนแอด (Naiad)” พบในแมลงปอ ชีปะขาว

Slide 93: 

egg naiad Adult

Slide 94: 

4. Complete Metamorphosis หรือ Homometabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางอยางเดนชัดครบ 4 ขั้น  พบในแมลงสวนใหญ เชน ผีเสื้อ ยุง แมลงวัน ดวง ผึ้ง ตอ แตน มด ไหม ฯลฯ

Slide 95: 

egg larva Adult pupa

Slide 96: 

egg larva Adult pupa

Slide 97: 

การเจริญเติบโตของมนุษย

Slide 99: 

หลังจากเกิดปฏิสนธิที่ทอนําไขแลว ไซโกต (Zygote) ก็มีการแบงเซลลแบบ Holoblastic Typeเปลี่ยนเปน Morula และ Blastula ตามลําดับ

Slide 100: 

หลังปฏิสนธิ 5 วัน เอมบริโอระยะ Blastula มีลักษณะเปนถุงเรียกวา “Blastocyst” (ประกอบดวยกลุมเซลลรอบนอกหรือ Trophoblast และกลุมเซลลภายใน หรือ Inner Cell Mass) จะฝงตัวที่ผนังมดลูกในวันที่ 7 เอมบริโอไปฝังตัวที่มดลูกในระยะ Blastulation

การเปลี่ยนแปลงของไข่ที่ได้รับการผสม : 

การเปลี่ยนแปลงของไข่ที่ได้รับการผสม เมื่อไข่ได้รับการผสมจะแบ่งเซลล์ จาก 1 เป็น 2 และ 4 ตามลำดับ เรียกระยะนี้ว่า ไซโกต เมื่อเป็นกลุ่ม เซลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ

Slide 103: 

ฟีตัส คือ ระยะที่ตัวอ่อนมีอวัยวะครบถ้วน ประมาณ 2 เดือน

Slide 104: 

หากในชวงตั้งครรภ 2 เดือนแรก ไดรับสิ่งแปลกปลอมอาจทําใหทารกผิดปกติไดดังนี้ ยากลอมประสาทพวกThalidomide : ทําใหแขนและขาไมเจริญ แอลกอฮอล : ทําใหอวัยวะผิดปกติและแทงได หัดเยอรมัน : ทําใหเกิดอันตรายตอการเจริญของสมอง หัวใจ เลนสตา และหูสวนใน รังสีเอกซ : การเจริญของเอมบริโอผิดปกติ

Slide 105: 

รก (Placenta) มีหนาที่แลกเปลี่ยนแกสและรับอาหารจากแมสวนถุงน้ำคร่ำ (Amnion) เปนเยื่อบางใส บรรจุน้ำคร่ำ(Amniotic Fluid) ชวยปองกันการกระทบกระเทือน ควบคุมอุณหภูมิใหคงที่และทําใหเอมบริโอ เคลื่อนตัวไดสะดวก

Slide 106: 

สายสะดือ (Umbilical Cord) เชื่อมตอระหวางรกกับเอมบริโอ ประกอบดวยเสนเลือดที่ไหลเขาสูหัวใจ เอมบริโอ 1 เสน และเสนเลือดที่รับเลือดจากเอออรตาของเอมบริโอ 2 เสน

Slide 109: 

มนุษยมีแอลแลนทอยสและถุงไขแดงเชนกัน แตไมเจริญในเอมบริโอของมนุษย

Slide 110: 

ครบ 280 วัน นับจากวันแรกของการมีประจําเดือนครั้งสุดทาย ฮอรโมน Oxytocin จะกระตุนใหมดลูก บีบตัวถี่ขึ้น จนถุงน้ำคร่ำแตก ทารกจะคลอดออกมาจากนั้นจึงมีการหายใจเกิดขึ้นเปนครั้งแรกของชีวิต

การเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ : 

การเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ

Slide 113: 

ฝาแฝด (Twin) เปนความผิดปกติของการตั้งครรภ แบงออกเปน 2 รูปแบบ 1. ฝาแฝดแท (Identical Twin หรือ Monozygotic Twin) เกิดจากไข 1 ใบ ผสมกับอสุจิ 1 ตัว แตการแบงเซลลครั้งแรกของไซโกตผิดปกติ ทําใหเกิด 2 เซลล ขาดจากกัน แตละเซลลตางก็เจริญเปนเอมบริโอ ฝาแฝดแบบนี้จึงมีเพศเดียวกัน มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ 2. ฝาแฝดเทียม(Fraternal Twin หรือ Dizygotic Twin) เกิดจากการตกไขพรอมกัน 2 ใบ จึง ปฏิสนธิกับอสุจิเกิดเปนฝาแฝดที่อาจมีเพศเดียวกันหรือไมก็ได และมีลักษณะทางพันธุกรรมตางกัน