logging in or signing up reproduction gtncenter Download Post to : URL : Related Presentations : Share Add to Flag Embed Email Send to Blogs and Networks Add to Channel Uploaded from authorPOINT lite Insert YouTube videos in PowerPont slides with aS Desktop Copy embed code: (To copy code, click on the text box) Embed: URL: Thumbnail: WordPress Embed Customize Embed The presentation is successfully added In Your Favorites. Views: 952 Category: Education License: All Rights Reserved Like it (0) Dislike it (0) Added: November 07, 2008 This Presentation is Public Favorites: 0 Presentation Description reproduction Comments Posting comment... Premium member Presentation Transcript Slide 4: การสืบพันธุและ การเจริญเติบโตของสัตว์ Slide 7: การสืบพันธุ (Reproduction) เปนสมบัติที่พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะสิ่งมีชีวิตตองมีการสรางชีวิตใหม ที่มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนบรรพบุรุษเพื่อใหสามารถดํารงเผาพันธุตอไปได Slide 8: การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Asexual Reproduction) การสืบพันธุแบบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction) แบ่งออกเป็น Slide 9: การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Asexual Reproduction) เปนการสรางชีวิตใหมโดยการแบ่งเซลล แบบไมโทซิสทําใหมีลักษณะพันธุกรรมเหมือนเดิมทุกประการมีหลายวิธีดังนี้ Slide 10: การแบงออกเปน 2 สวน (Binary Fission) พบในสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว เชน Euglena , Amoeba, Paramecium, Protococcus ฯลฯ Slide 12: การแตกหนอ (Budding) พบใน ยีสต (Yeast) และไฮดรา (Hydra) Slide 14: การสรางสปอร (Sporulation) พบใน เห็ด, รา, มอส, เฟน และสาหรายบางชนิด Slide 15: การงอกใหม (Regeneration) พบใน พลานาเรีย และ ดาวทะเล Slide 16: การสรางสโตลอน (Stolon) พบใน สตรอเบอรี, บัว, หญา และเศรษฐีเรือนนอก ฯลฯ Slide 17: เปนการสรางชีวิตใหมโดยมีการปฏิสนธิ ระหวางเซลลสืบพันธุเพศผู คือ อสุจิ(Sperm) กับเซลลสืบพันธุเพศเมีย คือ ไข (Egg) ทําให้ ลักษณะพันธุกรรมแปรผันไปจากเดิม การสืบพันธุแบบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction) Slide 19: การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของสัตว สัตวบางชนิดมีสองเพศในตัวเดียวกัน (Hermaphrodite) แตมีการปฏิสนธิขามตัวกัน เชน พยาธิใบไม, ไสเดือนดิน, ไฮดรา, พลานาเรีย สําหรับพยาธิตัวตืดมี 2 เพศใน ปลองเดียวกัน Slide 21: สัตวที่มีเพศแยกกัน (Dioecious) เปนเพศผูและเพศเมีย เชน หนอนตัวกลม หมึก กุง และสัตวมีกระดูกสันหลัง โดยทั่วไปการปฏิสนธิ มี 2 แบบ คือ Slide 22: 1. การปฏิสนธิภายนอก (External Fertilization) พบในสัตวน้ำ ออกลูกเปนไข เรียกวา “Oviparous” การปฏิสนธิภายใน (Internal Fertilization) พบในสัตวบกและสัตวน้ำมักออกลูกเปนตัว Slide 23: ถาเอมบริโอเจริญโดยอาศัยอาหารจากแม เรียกวา “Viviparous” ถาเอมบริโอเจริญโดยอาศัยอาหารที่สะสมในไข เรียกวา “Ovoviviparous” Slide 24: การผสมเทียม(Artificial Insemination) หมายถึงการทําใหเกิดการปฏิสนธิโดย ไมมีเพศสัมพันธุตาม ธรรมชาติ มีขั้นตอนดังนี้ Slide 26: การถายฝากตัวออน (Embryo Transfer) นิยมใชขยายพันธุสัตวที่ออกลูกนอยๆ มีขั้นตอนดังนี้ Slide 28: การสืบพันธุของมนุษย์ อวัยวะเพศชาย : อวัยวะเพศชาย Slide 31: ระบบสืบพันธุเพศชาย ถุงอัณฑะ (Scrotum) หุมอัณฑะและควบคุมอุณหภูมิใหสม่ำเสมอ (32-34oC) อัณฑะ (Testis) ประกอบดวย หลอดสรางอสุจิ (Seminiferous Tubules) ภายในมี Primordial Germ Cell ซึ่งจะเจริญเปลี่ยนแปลง ไปเปน อสุจิ Slide 32: หลอดเก็บอสุจิ (Epididymis) เปนแหลงเก็บอสุจิ กอนเขาสูทอนําอสุจิ 4. เซลลอินเตอรสติเชียล (Interstitial Cell) แทรกอยูระหวางหลอดสรางอสุจิมีหนาที่สรางฮอรโมน เพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) Slide 33: ทอนําอสุจิ (Vas Defferens) เปนทอนําอสุจิผานไปยังทอปสสาวะ ตอมสรางน้ำเลี้ยงอสุจิ(Seminal Vesicle) สรางน้ำหลอเลี้ยงและอาหารใหอสุจิ คือ น้ำตาลฟรุกโทส ตอมลูกหมาก (Prostate Gland) ผลิตเบสออนๆ ปองกันอันตรายจากภาวะเปนกรดในทอปสสาวะตอมนี้มักมีขนาดใหญขึ้นเมื่อเพศชายมีอายุมาก Slide 34: ตอมคาวเปอร (Cowper’s Gland) ผลิตของเหลวใสและเหนียวชวยหลอลื่น ทอฉีดอสุจิ (Ejaculatory Duct) ชวยบีบตัวฉีดน้ำอสุจิผานทอปสสาวะ เมื่อไดรับการกระตุนทางเพศ ทอปสสาวะ (Urethra) เปนทออยูภายในองคชาต (Penis) เปนทางผานของน้ำปสสาวะและน้ำอสุจิ Slide 35: Next>>> Slide 36: ระบบสืบพันธุเพศชาย Slide 37: น้ำอสุจิ (Semen) ประกอบดวยฟรุกโทส จากตอมสรางน้ำเลี้ยงอสุจิ เบส จากตอมลูกหมาก, สารหลอลื่น จากตอมคาวเปอร และอสุจิ ชายปกติหลั่งน้ำอสุจิประมาณ 2-7 cm3 มีอสุจิประมาณ 300-500 ลานตัว (1 cm3 มีอสุจิ 70 ลานตัว หาก นอยกวา 30 ลานตัว มักจะเปนหมัน) อสุจิมีชีวิตอยูในหลอดเก็บอสุจิหรือหลอดนําอสุจิได 40 วัน แตในปกมดลูกมีชีวิตเพียง 2 วันเทานั้น Slide 38: อสุจิ ประกอบดวย 3 สวน คือ สวนหัว (Head) เปนนิวเคลียส สวนหนาสุดเปนถุงบรรจุเอนไซมสําหรับยอยสลายเยื่อหุมเซลลไข สวนกลาง (Middle Piece) มีไมโทคอนเดรียมากเปน แหลงพลังงานสําหรับเซลล สวนหาง (Tail) มีแฟลเจลลัมใชในการเคลื่อนที่ของอสุจิ Slide 39: ลักษณะของอสุจิ Slide 42: กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย อวัยวะเพศหญิง : อวัยวะเพศหญิง Slide 45: ระบบสืบพันธุเพศหญิง Slide 46: Next>> Slide 47: รังไข (Ovary) ภายในมี Primary Oocyte ประมาณ 2 ลานเซลลตั้งแตแรกเกิด เมื่อถึงวัยสาว จะมีเพียงประมาณ 400 เซลล เทานั้นที่เจริญเปนไขซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเปนขั้นๆ ดังแผนภาพ Slide 48: กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง Slide 50: การตกไขครั้งแรกเกิดหลังจากเด็กสาวเริ่มมีประจําเดือน และจะเกิดตอไปจนถึงวัยหมดประจําเดือน (Menopause) ชวงอายุประมาณ 45-50 ป มดลูก (Uterus) มีเนื้อเยื่อ3 ชั้น ชั้นในสุด(Endometrium) มีลักษณะคลายฟองน้ำเปนชั้นที่มีการ สรางรก (Placenta) สําหรับแลกเปลี่ยนแกสและสง อาหารใหเอมบริโอขณะตั้งครรภ รอบประจําเดือนของเพศหญิง (Menstrual Cycle) แบงเปนระยะ ดังนี้ Slide 51: ระยะกอนตกไข (Follicle Stage) 13-15 วัน 13-15 วัน ระยะหลังตกไข (Corpus Luteum Stage) ระยะตกไข (Ovulation) ระยะมีประจําเดือน (Mentruation Flow Stage) Slide 52: การปฏิสนธิเกิดขึ้นจากการที่ สวนหัวของอสุจิหลั่งเอนไซมสลายสารเคลือบเซลลไข ทําใหอสุจิเจาะลงไป ถึงเยื่อหุมเซลลไข Secondary Oocyte จึงแบงเซลลแบบ Meiosis II กลายเปนไข (Egg) ผสมกับนิวเคลียสของ อสุจิกลายเปนไซโกตและแบงเซลลกลายเปนเอมบริโอเคลื่อนที่ไปฝงตัวที่ผนังมดลูกชั้นในเกิด การตั้งครรภ (Pregnancy) Slide 53: ระดับฮอรโมน FSH, LH และเอสโทรเจน จะเพิ่มขึ้นจนสูงสุดในวันตกไข จากนั้นจึงคอยลดปริมาณลง ในขณะที่ โพรเจสเทอโรนจะเพิ่มขึ้นหลังจากมีการตกไขแลว ระหวางตั้งครรภโพรเจสเทอโรน จะมีระดับสูงกวา เอสโทรเจนจนกระทั่งถึงกําหนดคลอด ระดับ โพรเจสเทอโรน จะลดลง ในขณะที่เอสโทรเจนจะรวมกับออกซีโทซิน (Oxytocin) จากตอมใตสมอง กระตุนใหกลามเนื้อมดลูกหดตัวทําใหเกิดการคลอดทารกออกมา Slide 54: การคุมกําเนิด (Contraception) หมายถึง การปองกันมิใหเกิดการตั้งครรภ มีหลายวิธี คือ ก. ปองกันการฝงตัวของเอมบริโอ ข. ปองกันไมใหอสุจิเคลื่อนที่เขาไปผสมกับไข ค. ปองกันไมใหไขสุกและยับยั้งการตกไข Slide 55: การเจริญเติบโต Slide 56: การรักษาสภาพเดิม (Maintenance) เกิดจาก การเพิ่มจํานวนเซลล (Cell Multiplication) การขยายขนาดเซลล (Cell Expansion) โดยการเพิ่มปริมาณ Protoplasm ซึ่งเรียกวา“Assimilation” การแปรสภาพเซลล (Differentiation) Slide 57: การวัดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต Slide 58: มีหลายวิธี เชน การวัดมวลหรือน้ำหนัก นิยมใชกันมากเพราะวัดงาย สะดวก แตอาจไมตรงกับความเปนจริง เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของเหลวในรางกาย การวัดน้ำหนักแหง เปนวิธีที่ใกลความจริงที่สุด เพราะวัดน้ำหนักที่เกิดจากการเจริญเติบโต โดยการขจัด ความชื้นออกจนหมด แตมีขั้นตอนยุงยาก จึงมักใชวิธีสุมตัวอยางเปนตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด การวัดความสูง นิยมใชเพราะสะดวกและงาย แตไมสามารถใชกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได การนับจํานวนเซลล เหมาะสําหรับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ เชน สาหราย เปนตน Slide 59: เราอาจใชวิธีวัดแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับชนิดของสิ่งมีชีวิตก็ได เชน วัดความหนา วัดปริมาตร วัดเสนรอบวง นับจํานวนใบหรือกิ่ง เปนตน กราฟแสดงอัตราการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปมีลักษณะ เปนเสนโคงรูปตัว S เรียกวา“Sigmoid Curve” หรือ “S-Shape Curve” ซึ่งแบงเปน 3 ระยะ คือ C B A A ระยะเริ่มตน มีการเจริญเติบโตอยางชาๆ B ระยะที่มีการเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว C ระยะคงที่ เพราะมีการเจริญเติบโตเต็มที่แลว Slide 62: สําหรับมนุษยมีแบบแผนการเจริญเติบโตของอวัยวะแตก ตางกัน คือ 1. สมองมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในชวง 5 ปแรก 2. อวัยวะสืบพันธุ มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดหลังจากอายุ 12 ปขึ้นไป 3. เมื่อโตเต็มวัย การเจริญเติบโตจะคงที่ (20 ป) (แตอวัยวะบางสวนยังคงมีการแบงเซลลตลอดชีวิต เชน ไขกระดูก, เซลลผิวหนัง, กลุมเซลลในอัณฑะและ รังไข เปนตน สวนพืชพบในกลุมเซลลบริเวณปลายยอด ปลายกิ่ง และปลายราก) Slide 64: การเจริญเติบโตของสัตว Slide 65: การเจริญเติบโตในระยะเอมบริโอ เริ่มจากอสุจิปฏิสนธิกับไขกลายเปน ไซโกต (Zygote)ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเปนระยะตางๆ ดังนี้ อสุจิ + ไข ไซโกต (Zygote) Slide 67: ภาพแสดงอสุจิกำลังเข้าสู่ไข่ การปฏิสนธิ : การปฏิสนธิ การปฏิสนธิ คือ การรวมตัวของเซลล์เพศผู้ และเซลล์เพศเมีย ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ ของเพศหญิง Slide 72: ระยะคลีเวจ (Cleavage) ไซโกตแบงเซลลอยางรวดเร็วเปนเซลลใหมขนาดเล็กลงติดกันเปนกระจุกคลายนอยหนา เรียกวา “Morula” แบบแผนการแบงเซลลในระยะคลีเวจแตกตางกัน ขึ้นกับปริมาณและการกระจายตัวของไขแดงภายใน เซลลไขของสัตวแตละชนิด ดังนี้ Slide 73: 1. Holoblastic Type หมายถึง การแบงเซลลไขตลอดทั้งเซลลมี 2 รูปแบบ คือ - Equal Holoblastic Type : เซลลที่แบงแลวมีขนาดเทากันทุกเซลล พบในไขประเภท Isolecthal Egg (มีไขแดงนอยมากหรือเกือบไมมีเลย) เชน ไขเมนทะเล ดาวทะเล แอมฟออกซัส ปลาปากกลม สัตวเลี้ยงลูก ดวยน้ำนมรวมทั้งมนุษย - Unequal Holoblastic Type : เซลลที่แบงแลวดาน Animal Pole มีจํานวนมากและขนาดเล็ก เรียกวา “Micromere” เซลลดาน Vegetal Pole มีจํานวนนอยและขนาดใหญ เรียกวา “Macromere” พบใน ไขประเภท Mesolecithal Egg (มีไขแดงปานกลางกระจายทั่วเซลลแตไมสม่ำเสมอ) เชน ไขปลากระดูกแข็ง ไขสัตวครึ่งบกครึ่งน้ำ Slide 74: 2. Meroblastic Type หมายถึง การแบงเซลลไขไมตลอดทั้งเซลล มี 2 รูปแบบ คือ - Discoidal Meroblastic Type : มีการแบงเซลลเฉพาะบริเวณ Animal Pole เทานั้น พบในไข ประเภท Telolecithal Egg (มีไขแดงมาก) เชน ไขปลากระดูกออน สัตวปก สัตวเลื้อยคลาน - Peripheral Meroblastic Type : มีการแบงเซลลเฉพาะบริเวณผิวรอบไขแดง ซึ่งอยูตรงกลาง เทานั้น พบในไขประเภท Centrolecithal Egg (มีไขแดงอยูกลางเซลล) เชน ไขแมลง Slide 75: ระยะบลาสตูลา (Blastula) มีการเคลื่อนที่ของกลุมเซลลชั้นในของ Morula มาเรียงตัวรอบนอกจึงเกิดชองวางขางใน เรียกวา “Blastocoel” สวนเซลลที่เรียงตัวกันรอบนอก เรียกวา “Blastomere” เรียกกระบวนการนี้วา “Blastulation” Blastomere ของดาวทะเล เมนทะเล มีชั้นเดียว จึงเรียกวา “Blastoderm” Blastulation ของไขไก นก หรือสัตวเลื้อยคลานเกิดตรง Germinal Disc มีลักษณะเปนแผน จึงเรียกวา “Blastodisc” Slide 76: ระยะแกสตรูลา (Gastrula) มีการสรางเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ เนื้อเยื่อชั้นนอก(Ectoderm) เนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesoderm) และ เนื้อเยื่อชั้นใน (Endoderm) เรียกกระบวนการนี้วา “Gastrulation” เนื้อเยื่ออาจบุมเขาไปขางในเกิดชองวางขึ้นใหม เรียกวา“Gastrocoel” หรือ “Archenteron” พบ ในไขพวก Isolecithal Egg Slide 78: การเกิดอวัยวะและรูปรางของเอมบริโอ (Organogenesis และ Morphogenesis) เนื้อเยื่อมีการจัดเรียงตัวและจับกลุมกันเจริญเปนอวัยวะตางๆ และประสานงานกันเปนรูปรางที่มีแบบแผน เฉพาะตัวตามชนิดของสิ่งมีชีวิตดังนี้ Ectoderm เจริญเปน สมองและระบบประสาท ผิวหนังและระบบปกคลุมรางกาย (ผม ขน เล็บ เขา) Mesoderm เจริญเปน ระบบกลามเนื้อ, ระบบสืบพันธุ ระบบขับถาย, ระบบเลือด, ระบบโครงกระดูก Endoderm เจริญเปน ระบบยอยอาหาร, ระบบหายใจ Slide 84: การเจริญเติบโตของแมลง มีการเปลี่ยนแปลงรูปราง พฤติกรรมและการดํารงชีวิตแตกตางกันอยางเดนชัด เรียกวา “เมทามอรโฟซิส (Metamorphosis)” แบงออกเปน 4 รูปแบบ คือ Slide 85: Without Metamorphosis หรือ Ametabola ไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางขณะเจริญเติบโต พบในสัตวชั้นสูงและแมลงบางชนิด เชน แมลงสามงาม, แมลงหางดีด Slide 86: Gradual Metamorphosis หรือ Peurometabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางทีละนอยๆ ในขณะเจริญเติบโต ตัวออนมีอวัยวะบางอยางไมครบ เรียก วา “นิมพ (Nymph)” พบในแมลงพวกตั๊กแตน แมลงสาบ จิ้งหรีด เรือด เหา ไร ไก ปลวก จักจั่น เพลี้ย เปนตน Slide 87: egg Nymph Adult Slide 88: Incomplete Metamorphosis หรือ Hemimetabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางเดนชัด ตัวออนอยูในน้ำ หายใจโดยใชเหงือก เรียกวา “ไนแอด (Naiad)” พบในแมลงปอ ชีปะขาว Slide 93: egg naiad Adult Slide 94: 4. Complete Metamorphosis หรือ Homometabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางอยางเดนชัดครบ 4 ขั้น พบในแมลงสวนใหญ เชน ผีเสื้อ ยุง แมลงวัน ดวง ผึ้ง ตอ แตน มด ไหม ฯลฯ Slide 95: egg larva Adult pupa Slide 96: egg larva Adult pupa Slide 97: การเจริญเติบโตของมนุษย Slide 99: หลังจากเกิดปฏิสนธิที่ทอนําไขแลว ไซโกต (Zygote) ก็มีการแบงเซลลแบบ Holoblastic Typeเปลี่ยนเปน Morula และ Blastula ตามลําดับ Slide 100: หลังปฏิสนธิ 5 วัน เอมบริโอระยะ Blastula มีลักษณะเปนถุงเรียกวา “Blastocyst” (ประกอบดวยกลุมเซลลรอบนอกหรือ Trophoblast และกลุมเซลลภายใน หรือ Inner Cell Mass) จะฝงตัวที่ผนังมดลูกในวันที่ 7 เอมบริโอไปฝังตัวที่มดลูกในระยะ Blastulation การเปลี่ยนแปลงของไข่ที่ได้รับการผสม : การเปลี่ยนแปลงของไข่ที่ได้รับการผสม เมื่อไข่ได้รับการผสมจะแบ่งเซลล์ จาก 1 เป็น 2 และ 4 ตามลำดับ เรียกระยะนี้ว่า ไซโกต เมื่อเป็นกลุ่ม เซลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ Slide 103: ฟีตัส คือ ระยะที่ตัวอ่อนมีอวัยวะครบถ้วน ประมาณ 2 เดือน Slide 104: หากในชวงตั้งครรภ 2 เดือนแรก ไดรับสิ่งแปลกปลอมอาจทําใหทารกผิดปกติไดดังนี้ ยากลอมประสาทพวกThalidomide : ทําใหแขนและขาไมเจริญ แอลกอฮอล : ทําใหอวัยวะผิดปกติและแทงได หัดเยอรมัน : ทําใหเกิดอันตรายตอการเจริญของสมอง หัวใจ เลนสตา และหูสวนใน รังสีเอกซ : การเจริญของเอมบริโอผิดปกติ Slide 105: รก (Placenta) มีหนาที่แลกเปลี่ยนแกสและรับอาหารจากแมสวนถุงน้ำคร่ำ (Amnion) เปนเยื่อบางใส บรรจุน้ำคร่ำ(Amniotic Fluid) ชวยปองกันการกระทบกระเทือน ควบคุมอุณหภูมิใหคงที่และทําใหเอมบริโอ เคลื่อนตัวไดสะดวก Slide 106: สายสะดือ (Umbilical Cord) เชื่อมตอระหวางรกกับเอมบริโอ ประกอบดวยเสนเลือดที่ไหลเขาสูหัวใจ เอมบริโอ 1 เสน และเสนเลือดที่รับเลือดจากเอออรตาของเอมบริโอ 2 เสน Slide 109: มนุษยมีแอลแลนทอยสและถุงไขแดงเชนกัน แตไมเจริญในเอมบริโอของมนุษย Slide 110: ครบ 280 วัน นับจากวันแรกของการมีประจําเดือนครั้งสุดทาย ฮอรโมน Oxytocin จะกระตุนใหมดลูก บีบตัวถี่ขึ้น จนถุงน้ำคร่ำแตก ทารกจะคลอดออกมาจากนั้นจึงมีการหายใจเกิดขึ้นเปนครั้งแรกของชีวิต การเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ : การเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ Slide 113: ฝาแฝด (Twin) เปนความผิดปกติของการตั้งครรภ แบงออกเปน 2 รูปแบบ 1. ฝาแฝดแท (Identical Twin หรือ Monozygotic Twin) เกิดจากไข 1 ใบ ผสมกับอสุจิ 1 ตัว แตการแบงเซลลครั้งแรกของไซโกตผิดปกติ ทําใหเกิด 2 เซลล ขาดจากกัน แตละเซลลตางก็เจริญเปนเอมบริโอ ฝาแฝดแบบนี้จึงมีเพศเดียวกัน มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ 2. ฝาแฝดเทียม(Fraternal Twin หรือ Dizygotic Twin) เกิดจากการตกไขพรอมกัน 2 ใบ จึง ปฏิสนธิกับอสุจิเกิดเปนฝาแฝดที่อาจมีเพศเดียวกันหรือไมก็ได และมีลักษณะทางพันธุกรรมตางกัน You do not have the permission to view this presentation. In order to view it, please contact the author of the presentation.
reproduction gtncenter Download Post to : URL : Related Presentations : Share Add to Flag Embed Email Send to Blogs and Networks Add to Channel Uploaded from authorPOINT lite Insert YouTube videos in PowerPont slides with aS Desktop Copy embed code: (To copy code, click on the text box) Embed: URL: Thumbnail: WordPress Embed Customize Embed The presentation is successfully added In Your Favorites. Views: 952 Category: Education License: All Rights Reserved Like it (0) Dislike it (0) Added: November 07, 2008 This Presentation is Public Favorites: 0 Presentation Description reproduction Comments Posting comment... Premium member Presentation Transcript Slide 4: การสืบพันธุและ การเจริญเติบโตของสัตว์ Slide 7: การสืบพันธุ (Reproduction) เปนสมบัติที่พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะสิ่งมีชีวิตตองมีการสรางชีวิตใหม ที่มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนบรรพบุรุษเพื่อใหสามารถดํารงเผาพันธุตอไปได Slide 8: การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Asexual Reproduction) การสืบพันธุแบบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction) แบ่งออกเป็น Slide 9: การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Asexual Reproduction) เปนการสรางชีวิตใหมโดยการแบ่งเซลล แบบไมโทซิสทําใหมีลักษณะพันธุกรรมเหมือนเดิมทุกประการมีหลายวิธีดังนี้ Slide 10: การแบงออกเปน 2 สวน (Binary Fission) พบในสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว เชน Euglena , Amoeba, Paramecium, Protococcus ฯลฯ Slide 12: การแตกหนอ (Budding) พบใน ยีสต (Yeast) และไฮดรา (Hydra) Slide 14: การสรางสปอร (Sporulation) พบใน เห็ด, รา, มอส, เฟน และสาหรายบางชนิด Slide 15: การงอกใหม (Regeneration) พบใน พลานาเรีย และ ดาวทะเล Slide 16: การสรางสโตลอน (Stolon) พบใน สตรอเบอรี, บัว, หญา และเศรษฐีเรือนนอก ฯลฯ Slide 17: เปนการสรางชีวิตใหมโดยมีการปฏิสนธิ ระหวางเซลลสืบพันธุเพศผู คือ อสุจิ(Sperm) กับเซลลสืบพันธุเพศเมีย คือ ไข (Egg) ทําให้ ลักษณะพันธุกรรมแปรผันไปจากเดิม การสืบพันธุแบบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction) Slide 19: การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของสัตว สัตวบางชนิดมีสองเพศในตัวเดียวกัน (Hermaphrodite) แตมีการปฏิสนธิขามตัวกัน เชน พยาธิใบไม, ไสเดือนดิน, ไฮดรา, พลานาเรีย สําหรับพยาธิตัวตืดมี 2 เพศใน ปลองเดียวกัน Slide 21: สัตวที่มีเพศแยกกัน (Dioecious) เปนเพศผูและเพศเมีย เชน หนอนตัวกลม หมึก กุง และสัตวมีกระดูกสันหลัง โดยทั่วไปการปฏิสนธิ มี 2 แบบ คือ Slide 22: 1. การปฏิสนธิภายนอก (External Fertilization) พบในสัตวน้ำ ออกลูกเปนไข เรียกวา “Oviparous” การปฏิสนธิภายใน (Internal Fertilization) พบในสัตวบกและสัตวน้ำมักออกลูกเปนตัว Slide 23: ถาเอมบริโอเจริญโดยอาศัยอาหารจากแม เรียกวา “Viviparous” ถาเอมบริโอเจริญโดยอาศัยอาหารที่สะสมในไข เรียกวา “Ovoviviparous” Slide 24: การผสมเทียม(Artificial Insemination) หมายถึงการทําใหเกิดการปฏิสนธิโดย ไมมีเพศสัมพันธุตาม ธรรมชาติ มีขั้นตอนดังนี้ Slide 26: การถายฝากตัวออน (Embryo Transfer) นิยมใชขยายพันธุสัตวที่ออกลูกนอยๆ มีขั้นตอนดังนี้ Slide 28: การสืบพันธุของมนุษย์ อวัยวะเพศชาย : อวัยวะเพศชาย Slide 31: ระบบสืบพันธุเพศชาย ถุงอัณฑะ (Scrotum) หุมอัณฑะและควบคุมอุณหภูมิใหสม่ำเสมอ (32-34oC) อัณฑะ (Testis) ประกอบดวย หลอดสรางอสุจิ (Seminiferous Tubules) ภายในมี Primordial Germ Cell ซึ่งจะเจริญเปลี่ยนแปลง ไปเปน อสุจิ Slide 32: หลอดเก็บอสุจิ (Epididymis) เปนแหลงเก็บอสุจิ กอนเขาสูทอนําอสุจิ 4. เซลลอินเตอรสติเชียล (Interstitial Cell) แทรกอยูระหวางหลอดสรางอสุจิมีหนาที่สรางฮอรโมน เพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) Slide 33: ทอนําอสุจิ (Vas Defferens) เปนทอนําอสุจิผานไปยังทอปสสาวะ ตอมสรางน้ำเลี้ยงอสุจิ(Seminal Vesicle) สรางน้ำหลอเลี้ยงและอาหารใหอสุจิ คือ น้ำตาลฟรุกโทส ตอมลูกหมาก (Prostate Gland) ผลิตเบสออนๆ ปองกันอันตรายจากภาวะเปนกรดในทอปสสาวะตอมนี้มักมีขนาดใหญขึ้นเมื่อเพศชายมีอายุมาก Slide 34: ตอมคาวเปอร (Cowper’s Gland) ผลิตของเหลวใสและเหนียวชวยหลอลื่น ทอฉีดอสุจิ (Ejaculatory Duct) ชวยบีบตัวฉีดน้ำอสุจิผานทอปสสาวะ เมื่อไดรับการกระตุนทางเพศ ทอปสสาวะ (Urethra) เปนทออยูภายในองคชาต (Penis) เปนทางผานของน้ำปสสาวะและน้ำอสุจิ Slide 35: Next>>> Slide 36: ระบบสืบพันธุเพศชาย Slide 37: น้ำอสุจิ (Semen) ประกอบดวยฟรุกโทส จากตอมสรางน้ำเลี้ยงอสุจิ เบส จากตอมลูกหมาก, สารหลอลื่น จากตอมคาวเปอร และอสุจิ ชายปกติหลั่งน้ำอสุจิประมาณ 2-7 cm3 มีอสุจิประมาณ 300-500 ลานตัว (1 cm3 มีอสุจิ 70 ลานตัว หาก นอยกวา 30 ลานตัว มักจะเปนหมัน) อสุจิมีชีวิตอยูในหลอดเก็บอสุจิหรือหลอดนําอสุจิได 40 วัน แตในปกมดลูกมีชีวิตเพียง 2 วันเทานั้น Slide 38: อสุจิ ประกอบดวย 3 สวน คือ สวนหัว (Head) เปนนิวเคลียส สวนหนาสุดเปนถุงบรรจุเอนไซมสําหรับยอยสลายเยื่อหุมเซลลไข สวนกลาง (Middle Piece) มีไมโทคอนเดรียมากเปน แหลงพลังงานสําหรับเซลล สวนหาง (Tail) มีแฟลเจลลัมใชในการเคลื่อนที่ของอสุจิ Slide 39: ลักษณะของอสุจิ Slide 42: กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย อวัยวะเพศหญิง : อวัยวะเพศหญิง Slide 45: ระบบสืบพันธุเพศหญิง Slide 46: Next>> Slide 47: รังไข (Ovary) ภายในมี Primary Oocyte ประมาณ 2 ลานเซลลตั้งแตแรกเกิด เมื่อถึงวัยสาว จะมีเพียงประมาณ 400 เซลล เทานั้นที่เจริญเปนไขซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเปนขั้นๆ ดังแผนภาพ Slide 48: กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง Slide 50: การตกไขครั้งแรกเกิดหลังจากเด็กสาวเริ่มมีประจําเดือน และจะเกิดตอไปจนถึงวัยหมดประจําเดือน (Menopause) ชวงอายุประมาณ 45-50 ป มดลูก (Uterus) มีเนื้อเยื่อ3 ชั้น ชั้นในสุด(Endometrium) มีลักษณะคลายฟองน้ำเปนชั้นที่มีการ สรางรก (Placenta) สําหรับแลกเปลี่ยนแกสและสง อาหารใหเอมบริโอขณะตั้งครรภ รอบประจําเดือนของเพศหญิง (Menstrual Cycle) แบงเปนระยะ ดังนี้ Slide 51: ระยะกอนตกไข (Follicle Stage) 13-15 วัน 13-15 วัน ระยะหลังตกไข (Corpus Luteum Stage) ระยะตกไข (Ovulation) ระยะมีประจําเดือน (Mentruation Flow Stage) Slide 52: การปฏิสนธิเกิดขึ้นจากการที่ สวนหัวของอสุจิหลั่งเอนไซมสลายสารเคลือบเซลลไข ทําใหอสุจิเจาะลงไป ถึงเยื่อหุมเซลลไข Secondary Oocyte จึงแบงเซลลแบบ Meiosis II กลายเปนไข (Egg) ผสมกับนิวเคลียสของ อสุจิกลายเปนไซโกตและแบงเซลลกลายเปนเอมบริโอเคลื่อนที่ไปฝงตัวที่ผนังมดลูกชั้นในเกิด การตั้งครรภ (Pregnancy) Slide 53: ระดับฮอรโมน FSH, LH และเอสโทรเจน จะเพิ่มขึ้นจนสูงสุดในวันตกไข จากนั้นจึงคอยลดปริมาณลง ในขณะที่ โพรเจสเทอโรนจะเพิ่มขึ้นหลังจากมีการตกไขแลว ระหวางตั้งครรภโพรเจสเทอโรน จะมีระดับสูงกวา เอสโทรเจนจนกระทั่งถึงกําหนดคลอด ระดับ โพรเจสเทอโรน จะลดลง ในขณะที่เอสโทรเจนจะรวมกับออกซีโทซิน (Oxytocin) จากตอมใตสมอง กระตุนใหกลามเนื้อมดลูกหดตัวทําใหเกิดการคลอดทารกออกมา Slide 54: การคุมกําเนิด (Contraception) หมายถึง การปองกันมิใหเกิดการตั้งครรภ มีหลายวิธี คือ ก. ปองกันการฝงตัวของเอมบริโอ ข. ปองกันไมใหอสุจิเคลื่อนที่เขาไปผสมกับไข ค. ปองกันไมใหไขสุกและยับยั้งการตกไข Slide 55: การเจริญเติบโต Slide 56: การรักษาสภาพเดิม (Maintenance) เกิดจาก การเพิ่มจํานวนเซลล (Cell Multiplication) การขยายขนาดเซลล (Cell Expansion) โดยการเพิ่มปริมาณ Protoplasm ซึ่งเรียกวา“Assimilation” การแปรสภาพเซลล (Differentiation) Slide 57: การวัดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต Slide 58: มีหลายวิธี เชน การวัดมวลหรือน้ำหนัก นิยมใชกันมากเพราะวัดงาย สะดวก แตอาจไมตรงกับความเปนจริง เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของเหลวในรางกาย การวัดน้ำหนักแหง เปนวิธีที่ใกลความจริงที่สุด เพราะวัดน้ำหนักที่เกิดจากการเจริญเติบโต โดยการขจัด ความชื้นออกจนหมด แตมีขั้นตอนยุงยาก จึงมักใชวิธีสุมตัวอยางเปนตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด การวัดความสูง นิยมใชเพราะสะดวกและงาย แตไมสามารถใชกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได การนับจํานวนเซลล เหมาะสําหรับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ เชน สาหราย เปนตน Slide 59: เราอาจใชวิธีวัดแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับชนิดของสิ่งมีชีวิตก็ได เชน วัดความหนา วัดปริมาตร วัดเสนรอบวง นับจํานวนใบหรือกิ่ง เปนตน กราฟแสดงอัตราการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปมีลักษณะ เปนเสนโคงรูปตัว S เรียกวา“Sigmoid Curve” หรือ “S-Shape Curve” ซึ่งแบงเปน 3 ระยะ คือ C B A A ระยะเริ่มตน มีการเจริญเติบโตอยางชาๆ B ระยะที่มีการเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว C ระยะคงที่ เพราะมีการเจริญเติบโตเต็มที่แลว Slide 62: สําหรับมนุษยมีแบบแผนการเจริญเติบโตของอวัยวะแตก ตางกัน คือ 1. สมองมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในชวง 5 ปแรก 2. อวัยวะสืบพันธุ มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดหลังจากอายุ 12 ปขึ้นไป 3. เมื่อโตเต็มวัย การเจริญเติบโตจะคงที่ (20 ป) (แตอวัยวะบางสวนยังคงมีการแบงเซลลตลอดชีวิต เชน ไขกระดูก, เซลลผิวหนัง, กลุมเซลลในอัณฑะและ รังไข เปนตน สวนพืชพบในกลุมเซลลบริเวณปลายยอด ปลายกิ่ง และปลายราก) Slide 64: การเจริญเติบโตของสัตว Slide 65: การเจริญเติบโตในระยะเอมบริโอ เริ่มจากอสุจิปฏิสนธิกับไขกลายเปน ไซโกต (Zygote)ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเปนระยะตางๆ ดังนี้ อสุจิ + ไข ไซโกต (Zygote) Slide 67: ภาพแสดงอสุจิกำลังเข้าสู่ไข่ การปฏิสนธิ : การปฏิสนธิ การปฏิสนธิ คือ การรวมตัวของเซลล์เพศผู้ และเซลล์เพศเมีย ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ ของเพศหญิง Slide 72: ระยะคลีเวจ (Cleavage) ไซโกตแบงเซลลอยางรวดเร็วเปนเซลลใหมขนาดเล็กลงติดกันเปนกระจุกคลายนอยหนา เรียกวา “Morula” แบบแผนการแบงเซลลในระยะคลีเวจแตกตางกัน ขึ้นกับปริมาณและการกระจายตัวของไขแดงภายใน เซลลไขของสัตวแตละชนิด ดังนี้ Slide 73: 1. Holoblastic Type หมายถึง การแบงเซลลไขตลอดทั้งเซลลมี 2 รูปแบบ คือ - Equal Holoblastic Type : เซลลที่แบงแลวมีขนาดเทากันทุกเซลล พบในไขประเภท Isolecthal Egg (มีไขแดงนอยมากหรือเกือบไมมีเลย) เชน ไขเมนทะเล ดาวทะเล แอมฟออกซัส ปลาปากกลม สัตวเลี้ยงลูก ดวยน้ำนมรวมทั้งมนุษย - Unequal Holoblastic Type : เซลลที่แบงแลวดาน Animal Pole มีจํานวนมากและขนาดเล็ก เรียกวา “Micromere” เซลลดาน Vegetal Pole มีจํานวนนอยและขนาดใหญ เรียกวา “Macromere” พบใน ไขประเภท Mesolecithal Egg (มีไขแดงปานกลางกระจายทั่วเซลลแตไมสม่ำเสมอ) เชน ไขปลากระดูกแข็ง ไขสัตวครึ่งบกครึ่งน้ำ Slide 74: 2. Meroblastic Type หมายถึง การแบงเซลลไขไมตลอดทั้งเซลล มี 2 รูปแบบ คือ - Discoidal Meroblastic Type : มีการแบงเซลลเฉพาะบริเวณ Animal Pole เทานั้น พบในไข ประเภท Telolecithal Egg (มีไขแดงมาก) เชน ไขปลากระดูกออน สัตวปก สัตวเลื้อยคลาน - Peripheral Meroblastic Type : มีการแบงเซลลเฉพาะบริเวณผิวรอบไขแดง ซึ่งอยูตรงกลาง เทานั้น พบในไขประเภท Centrolecithal Egg (มีไขแดงอยูกลางเซลล) เชน ไขแมลง Slide 75: ระยะบลาสตูลา (Blastula) มีการเคลื่อนที่ของกลุมเซลลชั้นในของ Morula มาเรียงตัวรอบนอกจึงเกิดชองวางขางใน เรียกวา “Blastocoel” สวนเซลลที่เรียงตัวกันรอบนอก เรียกวา “Blastomere” เรียกกระบวนการนี้วา “Blastulation” Blastomere ของดาวทะเล เมนทะเล มีชั้นเดียว จึงเรียกวา “Blastoderm” Blastulation ของไขไก นก หรือสัตวเลื้อยคลานเกิดตรง Germinal Disc มีลักษณะเปนแผน จึงเรียกวา “Blastodisc” Slide 76: ระยะแกสตรูลา (Gastrula) มีการสรางเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ เนื้อเยื่อชั้นนอก(Ectoderm) เนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesoderm) และ เนื้อเยื่อชั้นใน (Endoderm) เรียกกระบวนการนี้วา “Gastrulation” เนื้อเยื่ออาจบุมเขาไปขางในเกิดชองวางขึ้นใหม เรียกวา“Gastrocoel” หรือ “Archenteron” พบ ในไขพวก Isolecithal Egg Slide 78: การเกิดอวัยวะและรูปรางของเอมบริโอ (Organogenesis และ Morphogenesis) เนื้อเยื่อมีการจัดเรียงตัวและจับกลุมกันเจริญเปนอวัยวะตางๆ และประสานงานกันเปนรูปรางที่มีแบบแผน เฉพาะตัวตามชนิดของสิ่งมีชีวิตดังนี้ Ectoderm เจริญเปน สมองและระบบประสาท ผิวหนังและระบบปกคลุมรางกาย (ผม ขน เล็บ เขา) Mesoderm เจริญเปน ระบบกลามเนื้อ, ระบบสืบพันธุ ระบบขับถาย, ระบบเลือด, ระบบโครงกระดูก Endoderm เจริญเปน ระบบยอยอาหาร, ระบบหายใจ Slide 84: การเจริญเติบโตของแมลง มีการเปลี่ยนแปลงรูปราง พฤติกรรมและการดํารงชีวิตแตกตางกันอยางเดนชัด เรียกวา “เมทามอรโฟซิส (Metamorphosis)” แบงออกเปน 4 รูปแบบ คือ Slide 85: Without Metamorphosis หรือ Ametabola ไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางขณะเจริญเติบโต พบในสัตวชั้นสูงและแมลงบางชนิด เชน แมลงสามงาม, แมลงหางดีด Slide 86: Gradual Metamorphosis หรือ Peurometabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางทีละนอยๆ ในขณะเจริญเติบโต ตัวออนมีอวัยวะบางอยางไมครบ เรียก วา “นิมพ (Nymph)” พบในแมลงพวกตั๊กแตน แมลงสาบ จิ้งหรีด เรือด เหา ไร ไก ปลวก จักจั่น เพลี้ย เปนตน Slide 87: egg Nymph Adult Slide 88: Incomplete Metamorphosis หรือ Hemimetabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางเดนชัด ตัวออนอยูในน้ำ หายใจโดยใชเหงือก เรียกวา “ไนแอด (Naiad)” พบในแมลงปอ ชีปะขาว Slide 93: egg naiad Adult Slide 94: 4. Complete Metamorphosis หรือ Homometabola มีการเปลี่ยนแปลงรูปรางอยางเดนชัดครบ 4 ขั้น พบในแมลงสวนใหญ เชน ผีเสื้อ ยุง แมลงวัน ดวง ผึ้ง ตอ แตน มด ไหม ฯลฯ Slide 95: egg larva Adult pupa Slide 96: egg larva Adult pupa Slide 97: การเจริญเติบโตของมนุษย Slide 99: หลังจากเกิดปฏิสนธิที่ทอนําไขแลว ไซโกต (Zygote) ก็มีการแบงเซลลแบบ Holoblastic Typeเปลี่ยนเปน Morula และ Blastula ตามลําดับ Slide 100: หลังปฏิสนธิ 5 วัน เอมบริโอระยะ Blastula มีลักษณะเปนถุงเรียกวา “Blastocyst” (ประกอบดวยกลุมเซลลรอบนอกหรือ Trophoblast และกลุมเซลลภายใน หรือ Inner Cell Mass) จะฝงตัวที่ผนังมดลูกในวันที่ 7 เอมบริโอไปฝังตัวที่มดลูกในระยะ Blastulation การเปลี่ยนแปลงของไข่ที่ได้รับการผสม : การเปลี่ยนแปลงของไข่ที่ได้รับการผสม เมื่อไข่ได้รับการผสมจะแบ่งเซลล์ จาก 1 เป็น 2 และ 4 ตามลำดับ เรียกระยะนี้ว่า ไซโกต เมื่อเป็นกลุ่ม เซลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ Slide 103: ฟีตัส คือ ระยะที่ตัวอ่อนมีอวัยวะครบถ้วน ประมาณ 2 เดือน Slide 104: หากในชวงตั้งครรภ 2 เดือนแรก ไดรับสิ่งแปลกปลอมอาจทําใหทารกผิดปกติไดดังนี้ ยากลอมประสาทพวกThalidomide : ทําใหแขนและขาไมเจริญ แอลกอฮอล : ทําใหอวัยวะผิดปกติและแทงได หัดเยอรมัน : ทําใหเกิดอันตรายตอการเจริญของสมอง หัวใจ เลนสตา และหูสวนใน รังสีเอกซ : การเจริญของเอมบริโอผิดปกติ Slide 105: รก (Placenta) มีหนาที่แลกเปลี่ยนแกสและรับอาหารจากแมสวนถุงน้ำคร่ำ (Amnion) เปนเยื่อบางใส บรรจุน้ำคร่ำ(Amniotic Fluid) ชวยปองกันการกระทบกระเทือน ควบคุมอุณหภูมิใหคงที่และทําใหเอมบริโอ เคลื่อนตัวไดสะดวก Slide 106: สายสะดือ (Umbilical Cord) เชื่อมตอระหวางรกกับเอมบริโอ ประกอบดวยเสนเลือดที่ไหลเขาสูหัวใจ เอมบริโอ 1 เสน และเสนเลือดที่รับเลือดจากเอออรตาของเอมบริโอ 2 เสน Slide 109: มนุษยมีแอลแลนทอยสและถุงไขแดงเชนกัน แตไมเจริญในเอมบริโอของมนุษย Slide 110: ครบ 280 วัน นับจากวันแรกของการมีประจําเดือนครั้งสุดทาย ฮอรโมน Oxytocin จะกระตุนใหมดลูก บีบตัวถี่ขึ้น จนถุงน้ำคร่ำแตก ทารกจะคลอดออกมาจากนั้นจึงมีการหายใจเกิดขึ้นเปนครั้งแรกของชีวิต การเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ : การเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ Slide 113: ฝาแฝด (Twin) เปนความผิดปกติของการตั้งครรภ แบงออกเปน 2 รูปแบบ 1. ฝาแฝดแท (Identical Twin หรือ Monozygotic Twin) เกิดจากไข 1 ใบ ผสมกับอสุจิ 1 ตัว แตการแบงเซลลครั้งแรกของไซโกตผิดปกติ ทําใหเกิด 2 เซลล ขาดจากกัน แตละเซลลตางก็เจริญเปนเอมบริโอ ฝาแฝดแบบนี้จึงมีเพศเดียวกัน มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ 2. ฝาแฝดเทียม(Fraternal Twin หรือ Dizygotic Twin) เกิดจากการตกไขพรอมกัน 2 ใบ จึง ปฏิสนธิกับอสุจิเกิดเปนฝาแฝดที่อาจมีเพศเดียวกันหรือไมก็ได และมีลักษณะทางพันธุกรรมตางกัน