logging in or signing up ����Ū���٧ ���Ե�� 3 Eng v aSGuest102884 Download Post to : URL : Related Presentations : Share Add to Flag Embed Email Send to Blogs and Networks Add to Channel Uploaded from authorPOINT lite Insert YouTube videos in PowerPont slides with aS Desktop Copy embed code: (To copy code, click on the text box) Embed: URL: Thumbnail: WordPress Embed Customize Embed The presentation is successfully added In Your Favorites. Views: 112 Category: Entertainment License: All Rights Reserved Like it (0) Dislike it (0) Added: June 28, 2011 This Presentation is Public Favorites: 0 Presentation Description No description available. Comments Posting comment... Premium member Presentation Transcript การแปลเพื่อชีวิต 2 Translation in Daily Life 2: การแปลเพื่อชีวิต 2 Translation in Daily Life 2 รหัส 1003315 หน่วย กิต 3(2-2-5) เอกบังคับอาจารย์สายฝน ทรงเสี่ยงไชย : อาจารย์สายฝน ทรงเสี่ยงไชยอาจารย์ เอษณ ยามาลี : อาจารย์ เอษณ ยามาลีอาจารย์ผู้สอน: อาจารย์ผู้สอน 1 อาจารย์สายฝน ทรงเสี่ยงไชย โทรศัพท์ 086 576 5094 E-mail fon3106@hotmail.com 2 อาจารย์ เอษณ ยามาลี โทรศัพท์ 083-1346441 E-mail easonyml@gmail.com ห้องทำงาน 2214 ตึก 12 เวลาที่เข้าพบ จันทร์-อังคารเกณฑ์การวัดและประเมินผล: เกณฑ์การวัดและประเมินผล 1 . เข้าชั้นเรียน 20 2. ชิ้นงานที่ 1 10 % 3. ชิ้นงานที่ 2 10 % 4. ชิ้นงานที่ 3 1 0 % 5 ชิ้นงาน ที่ 4 2 0 % 6. สอบปลายภาค 3 0 %คำอธิบายรายวิชา: คำอธิบายรายวิชา การนำความรู้และทฤษฎีด้านการแปลที่เรียนรู้จากรายวิชาการแปลเพื่อชีวิต 1 มาใช้ในโครงงานแปลชิ้นงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นใน ระดับคำ ประโยคและความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่น ข่าว บทความ สารคดี และเอกเทศทางราชการคุณธรรมที่เป็นจุดเน้นในการสอน: คุณธรรมที่เป็นจุดเน้นในการสอน มีทักษะการคิด มีนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้า มีเหตุผล และทำงานร่วมกับผู้อื่นบทที่ 1 นิยาม ประเภท และหลักเกณฑ์ของการแปล: บทที่ 1 นิยาม ประเภท และหลักเกณฑ์ของการแปล Newmark (1981:7): ให้ความหมายการแปลดังนี้ - “ a craft consisting in the attempt to replace a written message and/or statement in one language by the same message and/or statement in another language. ” การแทนที่สาร หรือข้อความ จากภาษาหนึ่งด้วยสารหรือข้อความในอีกภาษาหนึ่งประเภทของการแปล: ประเภทของการแปล แบ่งตามแบบของ Newmark แบ่งตามแบบของ Mildred L. Larson แบ่งตามแบบของ Hatim & Masonลำดับของการแปลแบบเน้นรักษาต้นฉบับ SL emphasis): ลำดับของการแปลแบบเน้นรักษาต้นฉบับ SL emphasis) word-for-word translation ( คำต่อคำไม่คำนึงถึงบริบท ) : literal translation ( โครงสร้างต้นฉบับเปลี่ยนแต่ยังคงแปลตรงตัว ) : faithful translation ( ถ่ายความหมายให้ตรงกันเท่าที่โครงสร้างแปลพึงทำได้ ) : semantic translation ( ถ่ายทอดความหมายให้ตรงและคำนึงถึงสุนทรีย์และความเป็นศิลปะเข้าไป )Form-based translation: Form-based translation เป็นแบบ word-for-word translation รักษารูปแบบเดิมตามต้นฉบับ เหมาะสำหรับการศึกษาต้นฉบับ หาความเป็นธรรมชาติไม่ได้การแปลแบบเรียบเรียง (Free translation): การแปลแบบเรียบเรียง (Free translation) ถ่ายทอดสาระสำคัญไปสู่ผู้อ่าน ปรับเนื้อหาและเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน ดัดแปลงแนวความคิดและเพิ่มคำอธิบายต่างๆที่เหมาะสมการแปลแบบเรียบเรียง (Free translation): การแปลแบบเรียบเรียง (Free translation) ถ่ายทอดสาระสำคัญไปสู่ผู้อ่าน ปรับเนื้อหาและเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน ดัดแปลงแนวความคิดและเพิ่มคำอธิบายต่างๆที่เหมาะสมHatim & Mason (1990 : 16) แบ่งโดยความมุ่งหมายของผู้แปล: Hatim & Mason (1990 : 16) แบ่งโดยความมุ่งหมายของผู้แปล ยึดผู้เขียนเป็นหลัก (author- centred translating) ยึดสิ่งที่จะแปลเป็นหลัก (text- centred translating) ยึดผู้อ่านเป็นหลัก (reader- centred translating)การแปลแบบยึดผู้เขียนเป็นหลัก: การแปลแบบยึดผู้เขียนเป็นหลัก ผู้เขียนและผู้แปลทำการติดต่อซึ่งกันและกัน ผู้แปลซักถามผู้เขียนได้เมื่อไม่เข้าใจ เช่นการแปลวรรณกรรมสมัยใหม่ที่ผู้เขียนมีชีวิตอยู่ ใช้ในเรื่องที่เนื้อหาสาระสำคัญเช่น ข้อกฎหมาย ข้อกำหนด ข้อบังคับการแปลแบบยึดผู้อ่านเป็นหลัก: การแปลแบบยึดผู้อ่านเป็นหลัก เน้นความสำคัญที่ปฏิกิริยาผู้อ่านเป็นหลัก เข้าใจสังคมผู้อ่านว่ามีแนวคิดประเภทไหน มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมปัญหาที่พบในการแปล: ปัญหาที่พบในการแปล การทำความเข้าใจต้นฉบับในด้านไวยากรณ์ การใช้คำ ความรอบรู้ของผู้แปลต่อเนื้อเรื่องนั้นๆ การถ่ายทอดความหมายเป็นอีกภาษาหนึ่ง การเลือกใช้คำ ไวยากรณ์ ระดับภาษาเพื่อแสดงความหมายโดยตรงและโดยนัยหลักการแปลของReiB & Vermeer ตามทฤษฎีSkopostheorie: หลักการแปลของ ReiB & Vermeer ตามทฤษฎี Skopostheorie ยึดหน้าที่ของงานแปลเป็นหลัก เสนอข้อมูลให้แก่วัฒนธรรมปลายทาง ข้อมูลที่นำเสนอมาจากวัฒนธรรมต้นทาง ลอกเลียนข้อมูลที่นำเสนอในภาษาต้นทาง ต้องอ่านเข้าใจในตัวมันเอง ต้องสอดคล้องกับตัวบทต้นฉบับข้อสรุปในการเสนองานแปลที่ดี: ข้อสรุปในการเสนองานแปลที่ดี เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนวุ่นวาย ควรพิจรณาว่าเมื่อใดควรแปลเอาความละเอียดหรือเมื่อใดควรแปลเฉพาะความหมายกว้างๆ มีความเข้าใจต้นฉบับได้ลึกซึ้งเพียงใด มีความรู้ในสิ่งที่จะแปลดีพอไหม วิเคราะห์ความหมายที่แท้จริงจนแน่ใจก่อนที่จะมองหาคำแปล จะประสบความสำเร็จเมื่อผู้อ่านแปลได้ความหมายครบถ้วนโดยไม่คิดว่ากำลังอ่านงานแปล แต่คิดว่าเป็นสิ่งที่เขียนขึ้นมาในภาษานั้นจริงๆบทที่ 2 รูปคำกับความหมาย (Form and Meaning): บทที่ 2 รูปคำกับความหมาย (Form and Meaning)สิ่งที่ผู้แปลต้องทำการศึกษา: สิ่งที่ผู้แปลต้องทำการศึกษา คำ (lexicon) โครงสร้างไวยากรณ์ (grammatical structure) สถานการณ์การสื่อสาร (communication situation) บริบททางวัฒนธรรม (cultural context)ขั้นตอนการแปล: ขั้นตอนการแปล อ่านภาษาต้นฉบับ ทำความเข้าใจความหมาย เขียน พูด แสดงความหมายเป็นภาษาแปล ตรวจสอบความหมาย ดูความเหมาะสมในการใช้คำ ไวยากรณ์ต่างๆ แก้ไข ได้ภาษาแปลปัญหาที่พบบ่อยครั้งในการแปลของคนไทย: ปัญหาที่พบบ่อยครั้งในการแปลของคนไทย 1. ส่วนมากมักพูดภาษาไทยคล่องเพียงอย่างเดียว 2. คนจำนวนน้อยมีความสามารถใช้ภาษาได้คล่อง ทั้งอังกฤษและไทย 3. ยึดติดกับอิทธิพลของภาษาไทย ทำให้ได้ภาษาอังกฤษ ที่มีลักษณะไทยๆประกอบอยู่ ผลคือได้ ภาษาที่แปร่งสำหรับผู้ที่อ่านภาษาอังกฤษลักษณะการแปลที่ดี: ลักษณะการแปลที่ดี ใช้ภาษาลีลาตรงตามต้นฉบับ สามารถสื่อสารแก่ผู้พูดหรือผู้อ่านภาษาแปล ให้ได้ความหมายเดียวกันกับความหมายที่ผู้พูดหรือผู้อ่านภาษาต้นฉบับเข้าใจมากที่สุด รักษาพลังของต้นฉบับไว้ได้การใช้ภาษาแสลง: การใช้ภาษาแสลง คำแสลงหมายถึง คำศัพท์หรือ สำนวนที่ไม่เป็นทางการ อาจเกิดจากการสร้าง คำขึ้นมา โดยเปลี่ยนคำ เปลี่ยน ความหมาย และความขบขัน หรือน้ำเสียง ในการพูด ศัพท์หรือสำนวนเหล่านี้อาจใช้กับคนในวงการใดวงการหนึ่งหรือ บุคคลทั่วไป อาจใช้แค่เพียง ระยะเวลาสั้นๆหรือบางครั้งอาจ กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษพุดลักษณะบางประการที่มีผลต่อการแปล: ลักษณะบางประการที่มีผลต่อการแปล ความหมายเดียวมีคำให้ใช้ได้หลากหลายคำ คำคำเดียวมีหลายความหมายคำคำเดียวมีหลายความหมาย: คำคำเดียวมีหลายความหมาย ความหมายของคำแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ความหมายหลัก (primary meaning) ความหมายรอง (secondary meaning)ความหมายหลัก (primary meaning): ความหมายหลัก (primary meaning) ความหมายที่เข้ามาสู่ความนึกคิดเป็นความหมายแรก เมื่อคำๆนั้นอยู่โดดๆ close (adj.) = ใกล้ความหมายรอง (secondary meaning): ความหมายรอง (secondary meaning) ความหมายของคำคำเดียวกันแต่ ความหมายต่างออกไปขึ้นอยู่กับบริบท close ความหมายหลักคือ ใกล้ ความหมายรองที่ขึ้นอยู่กับบริบทเช่น close friend ( เพื่อนสนิท ) , close relationship ( ความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ), close consideration ( ละเอียดรอบคอบ )บทที่ 3 การแปลขั้นสูง: บทที่ 3 การแปลขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อบกพร่องและการปรับปรุงบทแปลข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแปล: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแปล การแปลผิดความหมาย การใช้ภาษาที่ไม่สละสลวย หรือไม่เป็นธรรมชาติปัญหาการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ: ปัญหาการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ การถ่ายทอดความหมายนั้นออกมาเป็นภาษาอังกฤษ การใช้ไวยากรณ์ โครงสร้าง และการใช้คำการปรับปรุงบทแปล: การปรับปรุงบทแปล การปรับปรุงด้านไวยากรณ์ และโครงสร้างประโยค การปรับปรุงด้านสำนวนภาษาและการเลือกใช้คำการปรับปรุงด้านไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค: การปรับปรุงด้านไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค โครงสร้างของภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่างกันไม่สามารถแปลแบบเรียงตามตัวหนังสือได้เพราะจะทำให้ได้ความหมายที่ไม่ชัดเจน ภาษาแต่ละภาษามีสำนวนและการเรียบเรียงที่แตกต่างกัน สิ่งที่มุ่งถ่ายทอดไม่ใช่ตัวภาษาหากแต่เป็นความหมายที่ต้นฉบับมุ่งสื่อดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนรูปประโยคให้เหมาะสมกับภาษาแปลการปรับปรุงด้านสำนวนภาษาและการเลือกใช้คำ: การปรับปรุงด้านสำนวนภาษาและการเลือกใช้คำ การเลือกใช้สำนวนที่ถูกต้อง การเลือกใช้คำที่ถูกต้องสำนวน: สำนวน คำที่มิได้ใช้ในความหมายแรก แต่เป็นการใช้คำในลักษณะที่มีความหมายเฉพาะ เมื่อปรากฎอยู่ร่วมกันแล้ว สร้างหน่วยความหมายขึ้นมาใหม่ ถ้อยคำที่ใช้กันมาเป็นเวลานาน มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่ สำนวนในแต่ละภาษาค่อนข้างเป็นการผสมคำที่ตายตัว ไม่สามารถสลับกันได้ปํญหาของการเลือกใช้คำที่พบในการแปล: ปํญหาของการเลือกใช้คำที่พบในการแปล ใช้คำไม่ได้รส และความรู้สึกเดียวกันกับต้นฉบับ ใช้คำคลุมเครือ เลือกความหมายผิดบทที่ 4 Advanced Translation การแปลคำหลายความหมาย: บทที่ 4 Advanced Translation การแปลคำหลายความหมาย Lecturer Saifon Songsiengchai Lecturer Eason Yamaleeการแปลคำหลายความหมาย: การแปลคำหลายความหมาย ส่วนใหญ่จะมีหลายความหมาย โดยทั่วไปประกอบไปด้วย ความหมายแรก ความหมายรองความหมายแรก (primary sense): ความหมายแรก (primary sense) ความหมายที่เข้ามาสู่ความนึกคิดเป็นความหมายแรก run = วิ่ง play = เล่น look = ดูสหบท: สหบท สหบท หมายถึง การปรากฏอยู่ร่วมกันของคำ ในกรณีนี้คำเหล่านี้เองที่เป็นตัวกำหนดความหมายของคำว่า ” เล่น ” เล่น ชู้ เล่น พวก เล่น งานการทดสอบความหมายก่อนแปล: การทดสอบความหมายก่อนแปล ควรทดสอบความหมายก่อนแปลเพื่อป้องกันการแปลที่ไม่ได้รูป ควรทำทั้งการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษและจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย สามารถการทดสอบความหมายก่อนแปลโดย แปลไทยเป็นไทยต้นฉบับที่กำกวมและบทแปลที่กำกวม: ต้นฉบับที่กำกวมและบทแปลที่กำกวม บทแปลต้นฉบับสามารถตีความหมายได้หลายความหมาย ( เช่น The chicken is too hot to eat สามารถตีความได้สามรูปแบบ ) It is too hot for the chicken to eat. (Structural problem) The chicken is too hot (for us) to eat. The chicken is too spicy for us to eat สาเหตุเกิดจากการขาดบริบทที่พอเพียงบทที่ 5 การแปลข้อความเชิงเปรียบเทียบ: บทที่ 5 การแปลข้อความเชิงเปรียบเทียบ Lecturer Saifon Songsiengchai Lecturer Eason Yamaleeสำนวน (Idioms): สำนวน (Idioms) วลีหรือประโยคที่ใช้พูดโดยทั่วๆไป มีรูปแบบแตกต่างจากภาษาที่เคยใช้ การแปลสำนวนหากแปลตรงๆตัวก็จะไม่เกิดความหมายที่เหมาะสม เป็นการแปลที่ยุงยากเพราะไม่สามารถเปิดพจนานุกรมตามความหมายเป็นตัวๆได้ การเรียนรู้สำนวนเป็นสิ่งที่ยากกว่าการเรียนรู้คำศัพท์ทั่วไปตัวอย่างการใช้สำนวน”หัว” ในภาษาไทย: ตัวอย่างการใช้สำนวน ” หัว ” ในภาษาไทย เขาไม่มีหัว เขามีหัวขี้เลื่อย เขาหัวแข็ง เขาเป็นคนหัวนอก เขาเป็นพวกหัวสูง เขาไม่มีหัวทางวิทยาศาสตร์สำนวนไทยภาษิตฝรั่งที่ได้ยินบ่อยๆ : สำนวนไทยภาษิตฝรั่งที่ได้ยินบ่อยๆ ขว้างงูไม่พ้นคอ : A bad penny always comes back. เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม : When in Rome do as the Romans do. ความรักทำให้ตาบอด : Love is blind. งมเข็มในมหาสมุทร : Look for a needle in a bundle of hay. ชิงสุกก่อนห่าม : Soon ripe, soon rotten.Metonymy: Metonymy การใช้สิ่งหนึ่งแทนที่อีกสิ่งหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ความเกี่ยวเนื่องกันนั้นสามารถที่จะนำมาแทนที่กันได้ ผ้าเหลืองร้อน ( ผ้าเหลืองหมายถึงพระหรือเณร ผ้าเหลืองร้อนตีความได้ว่าพระหรือเณรที่ต้องการลาสิกขาบท ) ผ้าเหลืองร้อนไม่ได้หมายถึง ผู้ที่ครองผ้าเหลืองรู้สึกแน่นร้อนและอึดอัด การแปลเป็นภาษาอังกฤษไม่สามารถแปลได้ตรงตัว ควรใช้ว่า “He wished to leave the monk hood.”อุปมา (simile): อุปมา (simile) การนำเอาสิ่งสองสิ่ง ซึ่งโดยที่จริงแล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มาเปรียบเทียบกันในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน มักมีการอุปมาเพราะลักษณะบางประการนั้นหากใช้คำธรรมดาอธิบายจะต้องอธิบายกันมากความ มักมีการใช้คำว่า “ ดุจ ดั่ง เช่น ปานประหนึ่ง ราวกับ อย่างกับ ” หล่อนช่างสวยงามเหมือนนางฟ้าการแปลอุปมาโดยไม่ได้เทียบจากสิ่งเดียวกัน: การแปลอุปมาโดยไม่ได้เทียบจากสิ่งเดียวกัน การแปลอุปมาแบบนี้เป็นการแปลที่ยากยิ่ง เพราะไม่ได้เทียบมาจากสิ่งเดียวกัน เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เขางงเหมือนไก่ตาแตกอุปลักษณ์ (metaphor): อุปลักษณ์ (metaphor) การระบุถึงลักษณะสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยใช้อีกสิ่งหนึ่งมาเทียบเคียง เป็นการอุปมาเป็นนัยๆ โดย ไม่ใช้ คำว่า “ เปรียบ เหมือน ดุจ ” เป็นการแปลที่ยากลำบากยิ่งเนื่องจากเป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบซึ่งไม่ใช่ความหมายโดยตรง พวกเสือสิงห์กระทิงแรดในสภาหลักการแปลอุปมาและอุปลักษณ์: หลักการแปลอุปมาและอุปลักษณ์ 1. เปรียบเทียบตามหลักสากล 2. เปรียบเทียบตามวัฒนธรรม 3. เปรียบเทียบตามความคิดส่วนตัวของผู้เขียนเปรียบเทียบตามหลักสากล (universal): เปรียบเทียบตามหลักสากล (universal) เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเมื่อเอ่ยถึงหลักนี้ คนทั่วไปรับรู้ได้อย่างไม่ลังเลใจในการเปรียบเทียบเปรียบเทียบตามวัฒนธรรม (cultural): เปรียบเทียบตามวัฒนธรรม (cultural) วัฒนธรรม เช่น ดินฟ้าอากาศ และ ภูมิประเทศ อาหารการกิน ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ความคิดความอ่าน นิยายน้ำเน่า ดอกฟ้ากับหมาวัด ลอยแพคนงานไทยเปรียบเทียบตามความคิดส่วนตัวของผู้เขียน (subjective): เปรียบเทียบตามความคิดส่วนตัวของผู้เขียน (subjective) มักใช้ในงานวรรณกรรม มักต้องแปลอย่างตรงๆเพื่อให้เห็นความคิดเห็นของผู้เขียน ต้องรักษาคำและความหมายของผู้เขียนไว้อย่างเต็มที่ เพราะผู้เขียนได้สร้างความนึกคิดไว้อย่างเป็น ” ส่วนตัว ”บทที่ 6: บทที่ 6 บริบทกับการเลือกใช้คำบริบทกับการเลือกใช้คำ : บริบทกับการเลือกใช้คำ ความหมายของคำนั้นย่อมถูกควบคุมหรือปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ (นิตยา กาญจนะวรรณ . 2528 : 58) องค์ประกอบที่เป็นตัวกำหนดในการเลือกใช้คำ 1 นัยประหวัดของคำ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง 3 สถานการณ์การสื่อสาร 4 ความหมายเชิงวัฒนธรรม 5 กิริยาเชิงสัญลักษณ์1 นัยประหวัดของคำ (Connotation) : 1 นัยประหวัดของคำ (Connotation ) บอกความหมาย บอกความสัมพันธ์ สะท้อนทัศนคติ บอกอารมณ์ และความรู้สึก1 นัยประหวัดของคำ: 1 นัยประหวัดของคำ ภาษาแบบปกติ 1.Where’re you going? 2. now ภาษาแบบที่มีนัยประหวัด แบบผู้มีการศึกษา 1. What is your destination? 2. at present2 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง: 2 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง การแปลต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ของผู้พูดกับผู้ฟัง ผู้แปลจึงควรเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับกลุ่มอายุ และฐานะทางสังคม เช่น คนรับใช้กับเจ้านาย A butler to his master ตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วขอรับ เชิญท่าน อาหารถูกปากท่านทั้งนั้นขอรับกระผม Dinner is served, sir. We have many delicious dishes for you to enjoy.3.สถานการณ์การสื่อสาร: 3. สถานการณ์การสื่อสาร 1 สถานการณ์ที่เป็นพิธีการ 2สถานการณ์ที่ไม่เป็นพิธีการ 3 สถานการณ์ที่เป็นกันเองการพิจารณาเลือกวิธีแปลให้เหมาะสม: การพิจารณาเลือกวิธีแปลให้เหมาะสม 1. การถ่ายเสียงเป็นคำในอีกภาษาหนึ่ง ( transference) เช่น A.U.A= เอ.ยู.เอ 2. การถ่ายเสียงเป็นคำในอีกภาษาหนึ่ง แล้วเติมคำอธิบาย เช่น A.U.A = สถาบันสอนภาษา เอ.ยู.เอ 3. การหาวัฒนธรรมในภาษาแปลที่มีลักษณะเทียบเคียงกันได้มาแทนที่ (cultural equivalent) 4. การอธิบาย บอกลักษณะ หรือหน้าที่ของสิ่งนั้น ( neutralisation ) 5. การแปลตรงตัว (literal translation)Slide 63: 6. การแปลเอาความหมายตามมาตรฐานที่ยอมรับกันได้( accept standard translation) 7. การเขียนใหม่ใช่คำใหม่ให้ได้ความหมายเท่าเดิม ( paraphase ) 8. การให้เชิงอรรถเพื่ออธิบายให้ได้ความหมาย ( gloss,note ) 9. การจำแนกประเภท (classifier) เช่น พิธีกรรมทางศาสนา 10. การตัดทอน (deletion)บทที่ 7 สหบท (Collocation): บทที่ 7 สห บท ( Collocation ) สห บท ( Collocation ) คือการเชื่อมคำหรือกลุ่มคำที่ต้องใช้ควบคู่กันในประโยคที่เจ้าของภาษาเห็นว่าถูกต้อง โดยมีคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป ปรากฏอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติสหบถพิเศษ(Special Collocation): สห บถพิเศษ ( Special Collocation ) สห บถพิเศษ ( Special Collocation ) คือที่ต้องวางอยู่ร่วมกันเสมอคงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้จึงจะได้ความหมาย เช่น now and then black and blue และอาจจะต้องเรียงตามลำดับอย่างเจาะจงและคงที่ เช่น day and night bread and butter สำนวน( Idioms) ก็ถือเป็น สห บถพิเศษด้วยเช่นเดียวกันขอบเขตของสหบถ (Collocation Range): ขอบเขต ของสหบถ ( Collocation Range) ขอบเขต ของสหบถ ( Collocation Range) หมายถึงขอบเขตของการวางคำไว้ร่วมกันอย่างมีความหมาย ไม่มีคำสองคำใดที่สามารถปรากฏอยู่ร่วมกับคำอื่นๆได้เหมือนกันหมด ผู้แปลจึงควรระวังเรื่องการ ใช้สหบถ หรือวางคำให้เป็นธรรมชาติของของภาษาของผู้รับสารเสมอสหบทที่ขัดแย้ง(collocation Clash: สห บทที่ขัดแย้ง (collocation Clash สห บทที่ขัดแย้ง (collocation Clash คือการวางคำไว้ด้วยกันแล้วไม่ได้ใจความ ไม่เป็นธรรมชาติดังที่เจ้าของภาษาใช้กัน จึงเกิดข้อผิดพลาด 1 ข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ 2 ข้อผิดพลาดทางการใช้คำ 3 ข้อผิดพลาดทางวัฒนธรรมSlide 68: concordance หมายถึง คำศํพท์ คำเดียวกัน เมื่อไปปรากฏอยู่ร่วมกับคำต่างๆกันแล้วยังได้ความหมายตรงกันอย่างสม่ำเสมอ concordance มี 2 ชนิด 1. real concordance คำเดียวกัน เมื่อไปปรากฏซ้ำๆ โดยที่ความหมายของคำๆนั้นเหมือนกันในทุกที่ที่มันปรากฏอยู่ 2. pseudo concordance คำเดียวกัน เมื่อไปปรากฏซ้ำๆ โดยที่ความหมายของคำๆนั้นแตกต่างกันไปตามบริบทที่มันปรากฏอยู่Slide 69: บทที่ 8 การ แปลสิ่งที่ปรากฏหรือเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมของภาษาแปลSlide 70: การแปลสิ่งที่ปรากฏหรือเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรม ของภาษาแปล มี 5 วิธีคือ 1. การเทียบเคียงความหมายต่อความหมาย ( nonliteral lexical) 2. การใช้คำอธิบาย ( description phrase) 3. การใช้คำที่มีความหมายสัมพันธ์กัน ( related words) 4. การใช้คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆ และคำเฉพาะเจาะจง ( generic-specific words) 5. การใช้ความหมายรองและความหมายเชิงเปรียบเทียบ (secondary and figurative sense)Slide 71: บทที่ 9 การ แปลสิ่งที่ไม่ปรากฏหรือไม่เป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมของภาษาแปลSlide 72: คำกับหน้าที่ของคำ 1 คำและหน้าที่เหมือนกันในทุกวัฒนธรรม 2 ลักษณะเหมือนกันแต่หน้าที่ต่างกัน 3 หน้าที่เหมือนกันแต่ลักษณะต่างกัน 4 ไม่มีทั้งวัตถุสิ่งของหรือกิจกรรมที่เหมือนกันและมีหน้าที่เหมือนกันเลยSlide 73: แนวทางในการแก้ปัญหา คือ 1. การใช้คำจำแนกประเภทกว้างๆแล้วตามด้วยคำอธิบายประกอบ 2. การใช้คำยืม 3. การแทนที่ด้วยสิ่งที่ปรากฏในวัฒนธรรมภาษาแปลSlide 74: 1. การใช้คำจำแนกประเภทกว้างๆแล้วตามด้วยคำอธิบาย ประกอบ 1 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการบอกลักษณะรูปพรรณสัณฐาน 2 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ 3 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการบอกรูปพรรณลักษณะและหน้าที่ 4 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการเปรียบเทียบSlide 75: 2 การใช้คำ ยืม 1 คำยืม borrowed word คำยืมเข้ามาผสมผสานกลมกลืนอยู่ในภาษาแปล 2 คำยืมหรือคำทับศัพท์ Loan wordSlide 76: คำยืมหรือคำทับศัพท์ Loan word มีวิธีใช้อยู่ 2 แบบ คือ 1 คำยืมจากภาษาอื่นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภาษาไทยแล้ว เป็นที่เข้าใจกัน ไม่จำเป็นต้องใช้คำอธิบายประกอบแต่อย่างไร 2 คำยืมที่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้ที่มิได้เรียนรู้ภาษาที่มาของคำยืมนั้นๆSlide 77: 2. คำยืมที่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้ที่มิได้เรียนรู้ภาษาที่มาของคำยืมนั้นๆ มี วิธีใช้อยู่ 3 แบบ 1 คำยืมที่ใช้ประกอบคำกับคำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆ ( generic word + loan word) 2 คำยืมที่ใช้ประกอบกับคำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆ และคำขยายความบอกลักษณะ ( loan word + generic word + description phrase(form) 3 คำยืมที่ใช้ประกอบกับคำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆและคำขยายความบอกหน้าที่ หรือวัตถุสิ่งของ ( loan word + generic word + description phrase(function)Slide 78: 3. การแทนที่ด้วยสิ่งที่ปรากฏในวัฒนธรรมภาษาแปล กล่าว โดยสรุปผู้แปลควรใช้วิจารณญาณว่าเมื่อใดควรใช้วิธีการแปลแบบใด โดยพิจารณาจาก เนื้อหา รูปลักษณะ หน้าที่วัตถุประสงค์ เป็นหลัก ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น กลุ่มผู้รับสารนั้นเป็นกลุ่มผู้รับสารแบบใด อยู่ในสังคมแบบใด ข้อสังเกต 1 ผู้แปลควรเลือกวิธีการแก้ปัญหาแบบเดียวกันโดยตลอดการแปลเอกสารเดียวกัน 2 ผู้แปลควรพิจารณาถึงจุดเด่น จุดด้อยของแต่ละวิธีการด้วยSlide 79: ขอให้เรียนการแปลขั้นสูงอย่างมีความสุขนะคะ You do not have the permission to view this presentation. In order to view it, please contact the author of the presentation.
����Ū���٧ ���Ե�� 3 Eng v aSGuest102884 Download Post to : URL : Related Presentations : Share Add to Flag Embed Email Send to Blogs and Networks Add to Channel Uploaded from authorPOINT lite Insert YouTube videos in PowerPont slides with aS Desktop Copy embed code: (To copy code, click on the text box) Embed: URL: Thumbnail: WordPress Embed Customize Embed The presentation is successfully added In Your Favorites. Views: 112 Category: Entertainment License: All Rights Reserved Like it (0) Dislike it (0) Added: June 28, 2011 This Presentation is Public Favorites: 0 Presentation Description No description available. Comments Posting comment... Premium member Presentation Transcript การแปลเพื่อชีวิต 2 Translation in Daily Life 2: การแปลเพื่อชีวิต 2 Translation in Daily Life 2 รหัส 1003315 หน่วย กิต 3(2-2-5) เอกบังคับอาจารย์สายฝน ทรงเสี่ยงไชย : อาจารย์สายฝน ทรงเสี่ยงไชยอาจารย์ เอษณ ยามาลี : อาจารย์ เอษณ ยามาลีอาจารย์ผู้สอน: อาจารย์ผู้สอน 1 อาจารย์สายฝน ทรงเสี่ยงไชย โทรศัพท์ 086 576 5094 E-mail fon3106@hotmail.com 2 อาจารย์ เอษณ ยามาลี โทรศัพท์ 083-1346441 E-mail easonyml@gmail.com ห้องทำงาน 2214 ตึก 12 เวลาที่เข้าพบ จันทร์-อังคารเกณฑ์การวัดและประเมินผล: เกณฑ์การวัดและประเมินผล 1 . เข้าชั้นเรียน 20 2. ชิ้นงานที่ 1 10 % 3. ชิ้นงานที่ 2 10 % 4. ชิ้นงานที่ 3 1 0 % 5 ชิ้นงาน ที่ 4 2 0 % 6. สอบปลายภาค 3 0 %คำอธิบายรายวิชา: คำอธิบายรายวิชา การนำความรู้และทฤษฎีด้านการแปลที่เรียนรู้จากรายวิชาการแปลเพื่อชีวิต 1 มาใช้ในโครงงานแปลชิ้นงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นใน ระดับคำ ประโยคและความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่น ข่าว บทความ สารคดี และเอกเทศทางราชการคุณธรรมที่เป็นจุดเน้นในการสอน: คุณธรรมที่เป็นจุดเน้นในการสอน มีทักษะการคิด มีนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้า มีเหตุผล และทำงานร่วมกับผู้อื่นบทที่ 1 นิยาม ประเภท และหลักเกณฑ์ของการแปล: บทที่ 1 นิยาม ประเภท และหลักเกณฑ์ของการแปล Newmark (1981:7): ให้ความหมายการแปลดังนี้ - “ a craft consisting in the attempt to replace a written message and/or statement in one language by the same message and/or statement in another language. ” การแทนที่สาร หรือข้อความ จากภาษาหนึ่งด้วยสารหรือข้อความในอีกภาษาหนึ่งประเภทของการแปล: ประเภทของการแปล แบ่งตามแบบของ Newmark แบ่งตามแบบของ Mildred L. Larson แบ่งตามแบบของ Hatim & Masonลำดับของการแปลแบบเน้นรักษาต้นฉบับ SL emphasis): ลำดับของการแปลแบบเน้นรักษาต้นฉบับ SL emphasis) word-for-word translation ( คำต่อคำไม่คำนึงถึงบริบท ) : literal translation ( โครงสร้างต้นฉบับเปลี่ยนแต่ยังคงแปลตรงตัว ) : faithful translation ( ถ่ายความหมายให้ตรงกันเท่าที่โครงสร้างแปลพึงทำได้ ) : semantic translation ( ถ่ายทอดความหมายให้ตรงและคำนึงถึงสุนทรีย์และความเป็นศิลปะเข้าไป )Form-based translation: Form-based translation เป็นแบบ word-for-word translation รักษารูปแบบเดิมตามต้นฉบับ เหมาะสำหรับการศึกษาต้นฉบับ หาความเป็นธรรมชาติไม่ได้การแปลแบบเรียบเรียง (Free translation): การแปลแบบเรียบเรียง (Free translation) ถ่ายทอดสาระสำคัญไปสู่ผู้อ่าน ปรับเนื้อหาและเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน ดัดแปลงแนวความคิดและเพิ่มคำอธิบายต่างๆที่เหมาะสมการแปลแบบเรียบเรียง (Free translation): การแปลแบบเรียบเรียง (Free translation) ถ่ายทอดสาระสำคัญไปสู่ผู้อ่าน ปรับเนื้อหาและเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน ดัดแปลงแนวความคิดและเพิ่มคำอธิบายต่างๆที่เหมาะสมHatim & Mason (1990 : 16) แบ่งโดยความมุ่งหมายของผู้แปล: Hatim & Mason (1990 : 16) แบ่งโดยความมุ่งหมายของผู้แปล ยึดผู้เขียนเป็นหลัก (author- centred translating) ยึดสิ่งที่จะแปลเป็นหลัก (text- centred translating) ยึดผู้อ่านเป็นหลัก (reader- centred translating)การแปลแบบยึดผู้เขียนเป็นหลัก: การแปลแบบยึดผู้เขียนเป็นหลัก ผู้เขียนและผู้แปลทำการติดต่อซึ่งกันและกัน ผู้แปลซักถามผู้เขียนได้เมื่อไม่เข้าใจ เช่นการแปลวรรณกรรมสมัยใหม่ที่ผู้เขียนมีชีวิตอยู่ ใช้ในเรื่องที่เนื้อหาสาระสำคัญเช่น ข้อกฎหมาย ข้อกำหนด ข้อบังคับการแปลแบบยึดผู้อ่านเป็นหลัก: การแปลแบบยึดผู้อ่านเป็นหลัก เน้นความสำคัญที่ปฏิกิริยาผู้อ่านเป็นหลัก เข้าใจสังคมผู้อ่านว่ามีแนวคิดประเภทไหน มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมปัญหาที่พบในการแปล: ปัญหาที่พบในการแปล การทำความเข้าใจต้นฉบับในด้านไวยากรณ์ การใช้คำ ความรอบรู้ของผู้แปลต่อเนื้อเรื่องนั้นๆ การถ่ายทอดความหมายเป็นอีกภาษาหนึ่ง การเลือกใช้คำ ไวยากรณ์ ระดับภาษาเพื่อแสดงความหมายโดยตรงและโดยนัยหลักการแปลของReiB & Vermeer ตามทฤษฎีSkopostheorie: หลักการแปลของ ReiB & Vermeer ตามทฤษฎี Skopostheorie ยึดหน้าที่ของงานแปลเป็นหลัก เสนอข้อมูลให้แก่วัฒนธรรมปลายทาง ข้อมูลที่นำเสนอมาจากวัฒนธรรมต้นทาง ลอกเลียนข้อมูลที่นำเสนอในภาษาต้นทาง ต้องอ่านเข้าใจในตัวมันเอง ต้องสอดคล้องกับตัวบทต้นฉบับข้อสรุปในการเสนองานแปลที่ดี: ข้อสรุปในการเสนองานแปลที่ดี เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนวุ่นวาย ควรพิจรณาว่าเมื่อใดควรแปลเอาความละเอียดหรือเมื่อใดควรแปลเฉพาะความหมายกว้างๆ มีความเข้าใจต้นฉบับได้ลึกซึ้งเพียงใด มีความรู้ในสิ่งที่จะแปลดีพอไหม วิเคราะห์ความหมายที่แท้จริงจนแน่ใจก่อนที่จะมองหาคำแปล จะประสบความสำเร็จเมื่อผู้อ่านแปลได้ความหมายครบถ้วนโดยไม่คิดว่ากำลังอ่านงานแปล แต่คิดว่าเป็นสิ่งที่เขียนขึ้นมาในภาษานั้นจริงๆบทที่ 2 รูปคำกับความหมาย (Form and Meaning): บทที่ 2 รูปคำกับความหมาย (Form and Meaning)สิ่งที่ผู้แปลต้องทำการศึกษา: สิ่งที่ผู้แปลต้องทำการศึกษา คำ (lexicon) โครงสร้างไวยากรณ์ (grammatical structure) สถานการณ์การสื่อสาร (communication situation) บริบททางวัฒนธรรม (cultural context)ขั้นตอนการแปล: ขั้นตอนการแปล อ่านภาษาต้นฉบับ ทำความเข้าใจความหมาย เขียน พูด แสดงความหมายเป็นภาษาแปล ตรวจสอบความหมาย ดูความเหมาะสมในการใช้คำ ไวยากรณ์ต่างๆ แก้ไข ได้ภาษาแปลปัญหาที่พบบ่อยครั้งในการแปลของคนไทย: ปัญหาที่พบบ่อยครั้งในการแปลของคนไทย 1. ส่วนมากมักพูดภาษาไทยคล่องเพียงอย่างเดียว 2. คนจำนวนน้อยมีความสามารถใช้ภาษาได้คล่อง ทั้งอังกฤษและไทย 3. ยึดติดกับอิทธิพลของภาษาไทย ทำให้ได้ภาษาอังกฤษ ที่มีลักษณะไทยๆประกอบอยู่ ผลคือได้ ภาษาที่แปร่งสำหรับผู้ที่อ่านภาษาอังกฤษลักษณะการแปลที่ดี: ลักษณะการแปลที่ดี ใช้ภาษาลีลาตรงตามต้นฉบับ สามารถสื่อสารแก่ผู้พูดหรือผู้อ่านภาษาแปล ให้ได้ความหมายเดียวกันกับความหมายที่ผู้พูดหรือผู้อ่านภาษาต้นฉบับเข้าใจมากที่สุด รักษาพลังของต้นฉบับไว้ได้การใช้ภาษาแสลง: การใช้ภาษาแสลง คำแสลงหมายถึง คำศัพท์หรือ สำนวนที่ไม่เป็นทางการ อาจเกิดจากการสร้าง คำขึ้นมา โดยเปลี่ยนคำ เปลี่ยน ความหมาย และความขบขัน หรือน้ำเสียง ในการพูด ศัพท์หรือสำนวนเหล่านี้อาจใช้กับคนในวงการใดวงการหนึ่งหรือ บุคคลทั่วไป อาจใช้แค่เพียง ระยะเวลาสั้นๆหรือบางครั้งอาจ กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษพุดลักษณะบางประการที่มีผลต่อการแปล: ลักษณะบางประการที่มีผลต่อการแปล ความหมายเดียวมีคำให้ใช้ได้หลากหลายคำ คำคำเดียวมีหลายความหมายคำคำเดียวมีหลายความหมาย: คำคำเดียวมีหลายความหมาย ความหมายของคำแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ความหมายหลัก (primary meaning) ความหมายรอง (secondary meaning)ความหมายหลัก (primary meaning): ความหมายหลัก (primary meaning) ความหมายที่เข้ามาสู่ความนึกคิดเป็นความหมายแรก เมื่อคำๆนั้นอยู่โดดๆ close (adj.) = ใกล้ความหมายรอง (secondary meaning): ความหมายรอง (secondary meaning) ความหมายของคำคำเดียวกันแต่ ความหมายต่างออกไปขึ้นอยู่กับบริบท close ความหมายหลักคือ ใกล้ ความหมายรองที่ขึ้นอยู่กับบริบทเช่น close friend ( เพื่อนสนิท ) , close relationship ( ความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ), close consideration ( ละเอียดรอบคอบ )บทที่ 3 การแปลขั้นสูง: บทที่ 3 การแปลขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อบกพร่องและการปรับปรุงบทแปลข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแปล: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแปล การแปลผิดความหมาย การใช้ภาษาที่ไม่สละสลวย หรือไม่เป็นธรรมชาติปัญหาการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ: ปัญหาการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ การถ่ายทอดความหมายนั้นออกมาเป็นภาษาอังกฤษ การใช้ไวยากรณ์ โครงสร้าง และการใช้คำการปรับปรุงบทแปล: การปรับปรุงบทแปล การปรับปรุงด้านไวยากรณ์ และโครงสร้างประโยค การปรับปรุงด้านสำนวนภาษาและการเลือกใช้คำการปรับปรุงด้านไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค: การปรับปรุงด้านไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค โครงสร้างของภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่างกันไม่สามารถแปลแบบเรียงตามตัวหนังสือได้เพราะจะทำให้ได้ความหมายที่ไม่ชัดเจน ภาษาแต่ละภาษามีสำนวนและการเรียบเรียงที่แตกต่างกัน สิ่งที่มุ่งถ่ายทอดไม่ใช่ตัวภาษาหากแต่เป็นความหมายที่ต้นฉบับมุ่งสื่อดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนรูปประโยคให้เหมาะสมกับภาษาแปลการปรับปรุงด้านสำนวนภาษาและการเลือกใช้คำ: การปรับปรุงด้านสำนวนภาษาและการเลือกใช้คำ การเลือกใช้สำนวนที่ถูกต้อง การเลือกใช้คำที่ถูกต้องสำนวน: สำนวน คำที่มิได้ใช้ในความหมายแรก แต่เป็นการใช้คำในลักษณะที่มีความหมายเฉพาะ เมื่อปรากฎอยู่ร่วมกันแล้ว สร้างหน่วยความหมายขึ้นมาใหม่ ถ้อยคำที่ใช้กันมาเป็นเวลานาน มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่ สำนวนในแต่ละภาษาค่อนข้างเป็นการผสมคำที่ตายตัว ไม่สามารถสลับกันได้ปํญหาของการเลือกใช้คำที่พบในการแปล: ปํญหาของการเลือกใช้คำที่พบในการแปล ใช้คำไม่ได้รส และความรู้สึกเดียวกันกับต้นฉบับ ใช้คำคลุมเครือ เลือกความหมายผิดบทที่ 4 Advanced Translation การแปลคำหลายความหมาย: บทที่ 4 Advanced Translation การแปลคำหลายความหมาย Lecturer Saifon Songsiengchai Lecturer Eason Yamaleeการแปลคำหลายความหมาย: การแปลคำหลายความหมาย ส่วนใหญ่จะมีหลายความหมาย โดยทั่วไปประกอบไปด้วย ความหมายแรก ความหมายรองความหมายแรก (primary sense): ความหมายแรก (primary sense) ความหมายที่เข้ามาสู่ความนึกคิดเป็นความหมายแรก run = วิ่ง play = เล่น look = ดูสหบท: สหบท สหบท หมายถึง การปรากฏอยู่ร่วมกันของคำ ในกรณีนี้คำเหล่านี้เองที่เป็นตัวกำหนดความหมายของคำว่า ” เล่น ” เล่น ชู้ เล่น พวก เล่น งานการทดสอบความหมายก่อนแปล: การทดสอบความหมายก่อนแปล ควรทดสอบความหมายก่อนแปลเพื่อป้องกันการแปลที่ไม่ได้รูป ควรทำทั้งการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษและจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย สามารถการทดสอบความหมายก่อนแปลโดย แปลไทยเป็นไทยต้นฉบับที่กำกวมและบทแปลที่กำกวม: ต้นฉบับที่กำกวมและบทแปลที่กำกวม บทแปลต้นฉบับสามารถตีความหมายได้หลายความหมาย ( เช่น The chicken is too hot to eat สามารถตีความได้สามรูปแบบ ) It is too hot for the chicken to eat. (Structural problem) The chicken is too hot (for us) to eat. The chicken is too spicy for us to eat สาเหตุเกิดจากการขาดบริบทที่พอเพียงบทที่ 5 การแปลข้อความเชิงเปรียบเทียบ: บทที่ 5 การแปลข้อความเชิงเปรียบเทียบ Lecturer Saifon Songsiengchai Lecturer Eason Yamaleeสำนวน (Idioms): สำนวน (Idioms) วลีหรือประโยคที่ใช้พูดโดยทั่วๆไป มีรูปแบบแตกต่างจากภาษาที่เคยใช้ การแปลสำนวนหากแปลตรงๆตัวก็จะไม่เกิดความหมายที่เหมาะสม เป็นการแปลที่ยุงยากเพราะไม่สามารถเปิดพจนานุกรมตามความหมายเป็นตัวๆได้ การเรียนรู้สำนวนเป็นสิ่งที่ยากกว่าการเรียนรู้คำศัพท์ทั่วไปตัวอย่างการใช้สำนวน”หัว” ในภาษาไทย: ตัวอย่างการใช้สำนวน ” หัว ” ในภาษาไทย เขาไม่มีหัว เขามีหัวขี้เลื่อย เขาหัวแข็ง เขาเป็นคนหัวนอก เขาเป็นพวกหัวสูง เขาไม่มีหัวทางวิทยาศาสตร์สำนวนไทยภาษิตฝรั่งที่ได้ยินบ่อยๆ : สำนวนไทยภาษิตฝรั่งที่ได้ยินบ่อยๆ ขว้างงูไม่พ้นคอ : A bad penny always comes back. เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม : When in Rome do as the Romans do. ความรักทำให้ตาบอด : Love is blind. งมเข็มในมหาสมุทร : Look for a needle in a bundle of hay. ชิงสุกก่อนห่าม : Soon ripe, soon rotten.Metonymy: Metonymy การใช้สิ่งหนึ่งแทนที่อีกสิ่งหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ความเกี่ยวเนื่องกันนั้นสามารถที่จะนำมาแทนที่กันได้ ผ้าเหลืองร้อน ( ผ้าเหลืองหมายถึงพระหรือเณร ผ้าเหลืองร้อนตีความได้ว่าพระหรือเณรที่ต้องการลาสิกขาบท ) ผ้าเหลืองร้อนไม่ได้หมายถึง ผู้ที่ครองผ้าเหลืองรู้สึกแน่นร้อนและอึดอัด การแปลเป็นภาษาอังกฤษไม่สามารถแปลได้ตรงตัว ควรใช้ว่า “He wished to leave the monk hood.”อุปมา (simile): อุปมา (simile) การนำเอาสิ่งสองสิ่ง ซึ่งโดยที่จริงแล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มาเปรียบเทียบกันในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน มักมีการอุปมาเพราะลักษณะบางประการนั้นหากใช้คำธรรมดาอธิบายจะต้องอธิบายกันมากความ มักมีการใช้คำว่า “ ดุจ ดั่ง เช่น ปานประหนึ่ง ราวกับ อย่างกับ ” หล่อนช่างสวยงามเหมือนนางฟ้าการแปลอุปมาโดยไม่ได้เทียบจากสิ่งเดียวกัน: การแปลอุปมาโดยไม่ได้เทียบจากสิ่งเดียวกัน การแปลอุปมาแบบนี้เป็นการแปลที่ยากยิ่ง เพราะไม่ได้เทียบมาจากสิ่งเดียวกัน เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เขางงเหมือนไก่ตาแตกอุปลักษณ์ (metaphor): อุปลักษณ์ (metaphor) การระบุถึงลักษณะสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยใช้อีกสิ่งหนึ่งมาเทียบเคียง เป็นการอุปมาเป็นนัยๆ โดย ไม่ใช้ คำว่า “ เปรียบ เหมือน ดุจ ” เป็นการแปลที่ยากลำบากยิ่งเนื่องจากเป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบซึ่งไม่ใช่ความหมายโดยตรง พวกเสือสิงห์กระทิงแรดในสภาหลักการแปลอุปมาและอุปลักษณ์: หลักการแปลอุปมาและอุปลักษณ์ 1. เปรียบเทียบตามหลักสากล 2. เปรียบเทียบตามวัฒนธรรม 3. เปรียบเทียบตามความคิดส่วนตัวของผู้เขียนเปรียบเทียบตามหลักสากล (universal): เปรียบเทียบตามหลักสากล (universal) เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเมื่อเอ่ยถึงหลักนี้ คนทั่วไปรับรู้ได้อย่างไม่ลังเลใจในการเปรียบเทียบเปรียบเทียบตามวัฒนธรรม (cultural): เปรียบเทียบตามวัฒนธรรม (cultural) วัฒนธรรม เช่น ดินฟ้าอากาศ และ ภูมิประเทศ อาหารการกิน ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ความคิดความอ่าน นิยายน้ำเน่า ดอกฟ้ากับหมาวัด ลอยแพคนงานไทยเปรียบเทียบตามความคิดส่วนตัวของผู้เขียน (subjective): เปรียบเทียบตามความคิดส่วนตัวของผู้เขียน (subjective) มักใช้ในงานวรรณกรรม มักต้องแปลอย่างตรงๆเพื่อให้เห็นความคิดเห็นของผู้เขียน ต้องรักษาคำและความหมายของผู้เขียนไว้อย่างเต็มที่ เพราะผู้เขียนได้สร้างความนึกคิดไว้อย่างเป็น ” ส่วนตัว ”บทที่ 6: บทที่ 6 บริบทกับการเลือกใช้คำบริบทกับการเลือกใช้คำ : บริบทกับการเลือกใช้คำ ความหมายของคำนั้นย่อมถูกควบคุมหรือปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ (นิตยา กาญจนะวรรณ . 2528 : 58) องค์ประกอบที่เป็นตัวกำหนดในการเลือกใช้คำ 1 นัยประหวัดของคำ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง 3 สถานการณ์การสื่อสาร 4 ความหมายเชิงวัฒนธรรม 5 กิริยาเชิงสัญลักษณ์1 นัยประหวัดของคำ (Connotation) : 1 นัยประหวัดของคำ (Connotation ) บอกความหมาย บอกความสัมพันธ์ สะท้อนทัศนคติ บอกอารมณ์ และความรู้สึก1 นัยประหวัดของคำ: 1 นัยประหวัดของคำ ภาษาแบบปกติ 1.Where’re you going? 2. now ภาษาแบบที่มีนัยประหวัด แบบผู้มีการศึกษา 1. What is your destination? 2. at present2 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง: 2 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง การแปลต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ของผู้พูดกับผู้ฟัง ผู้แปลจึงควรเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับกลุ่มอายุ และฐานะทางสังคม เช่น คนรับใช้กับเจ้านาย A butler to his master ตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วขอรับ เชิญท่าน อาหารถูกปากท่านทั้งนั้นขอรับกระผม Dinner is served, sir. We have many delicious dishes for you to enjoy.3.สถานการณ์การสื่อสาร: 3. สถานการณ์การสื่อสาร 1 สถานการณ์ที่เป็นพิธีการ 2สถานการณ์ที่ไม่เป็นพิธีการ 3 สถานการณ์ที่เป็นกันเองการพิจารณาเลือกวิธีแปลให้เหมาะสม: การพิจารณาเลือกวิธีแปลให้เหมาะสม 1. การถ่ายเสียงเป็นคำในอีกภาษาหนึ่ง ( transference) เช่น A.U.A= เอ.ยู.เอ 2. การถ่ายเสียงเป็นคำในอีกภาษาหนึ่ง แล้วเติมคำอธิบาย เช่น A.U.A = สถาบันสอนภาษา เอ.ยู.เอ 3. การหาวัฒนธรรมในภาษาแปลที่มีลักษณะเทียบเคียงกันได้มาแทนที่ (cultural equivalent) 4. การอธิบาย บอกลักษณะ หรือหน้าที่ของสิ่งนั้น ( neutralisation ) 5. การแปลตรงตัว (literal translation)Slide 63: 6. การแปลเอาความหมายตามมาตรฐานที่ยอมรับกันได้( accept standard translation) 7. การเขียนใหม่ใช่คำใหม่ให้ได้ความหมายเท่าเดิม ( paraphase ) 8. การให้เชิงอรรถเพื่ออธิบายให้ได้ความหมาย ( gloss,note ) 9. การจำแนกประเภท (classifier) เช่น พิธีกรรมทางศาสนา 10. การตัดทอน (deletion)บทที่ 7 สหบท (Collocation): บทที่ 7 สห บท ( Collocation ) สห บท ( Collocation ) คือการเชื่อมคำหรือกลุ่มคำที่ต้องใช้ควบคู่กันในประโยคที่เจ้าของภาษาเห็นว่าถูกต้อง โดยมีคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป ปรากฏอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติสหบถพิเศษ(Special Collocation): สห บถพิเศษ ( Special Collocation ) สห บถพิเศษ ( Special Collocation ) คือที่ต้องวางอยู่ร่วมกันเสมอคงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้จึงจะได้ความหมาย เช่น now and then black and blue และอาจจะต้องเรียงตามลำดับอย่างเจาะจงและคงที่ เช่น day and night bread and butter สำนวน( Idioms) ก็ถือเป็น สห บถพิเศษด้วยเช่นเดียวกันขอบเขตของสหบถ (Collocation Range): ขอบเขต ของสหบถ ( Collocation Range) ขอบเขต ของสหบถ ( Collocation Range) หมายถึงขอบเขตของการวางคำไว้ร่วมกันอย่างมีความหมาย ไม่มีคำสองคำใดที่สามารถปรากฏอยู่ร่วมกับคำอื่นๆได้เหมือนกันหมด ผู้แปลจึงควรระวังเรื่องการ ใช้สหบถ หรือวางคำให้เป็นธรรมชาติของของภาษาของผู้รับสารเสมอสหบทที่ขัดแย้ง(collocation Clash: สห บทที่ขัดแย้ง (collocation Clash สห บทที่ขัดแย้ง (collocation Clash คือการวางคำไว้ด้วยกันแล้วไม่ได้ใจความ ไม่เป็นธรรมชาติดังที่เจ้าของภาษาใช้กัน จึงเกิดข้อผิดพลาด 1 ข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ 2 ข้อผิดพลาดทางการใช้คำ 3 ข้อผิดพลาดทางวัฒนธรรมSlide 68: concordance หมายถึง คำศํพท์ คำเดียวกัน เมื่อไปปรากฏอยู่ร่วมกับคำต่างๆกันแล้วยังได้ความหมายตรงกันอย่างสม่ำเสมอ concordance มี 2 ชนิด 1. real concordance คำเดียวกัน เมื่อไปปรากฏซ้ำๆ โดยที่ความหมายของคำๆนั้นเหมือนกันในทุกที่ที่มันปรากฏอยู่ 2. pseudo concordance คำเดียวกัน เมื่อไปปรากฏซ้ำๆ โดยที่ความหมายของคำๆนั้นแตกต่างกันไปตามบริบทที่มันปรากฏอยู่Slide 69: บทที่ 8 การ แปลสิ่งที่ปรากฏหรือเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมของภาษาแปลSlide 70: การแปลสิ่งที่ปรากฏหรือเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรม ของภาษาแปล มี 5 วิธีคือ 1. การเทียบเคียงความหมายต่อความหมาย ( nonliteral lexical) 2. การใช้คำอธิบาย ( description phrase) 3. การใช้คำที่มีความหมายสัมพันธ์กัน ( related words) 4. การใช้คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆ และคำเฉพาะเจาะจง ( generic-specific words) 5. การใช้ความหมายรองและความหมายเชิงเปรียบเทียบ (secondary and figurative sense)Slide 71: บทที่ 9 การ แปลสิ่งที่ไม่ปรากฏหรือไม่เป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมของภาษาแปลSlide 72: คำกับหน้าที่ของคำ 1 คำและหน้าที่เหมือนกันในทุกวัฒนธรรม 2 ลักษณะเหมือนกันแต่หน้าที่ต่างกัน 3 หน้าที่เหมือนกันแต่ลักษณะต่างกัน 4 ไม่มีทั้งวัตถุสิ่งของหรือกิจกรรมที่เหมือนกันและมีหน้าที่เหมือนกันเลยSlide 73: แนวทางในการแก้ปัญหา คือ 1. การใช้คำจำแนกประเภทกว้างๆแล้วตามด้วยคำอธิบายประกอบ 2. การใช้คำยืม 3. การแทนที่ด้วยสิ่งที่ปรากฏในวัฒนธรรมภาษาแปลSlide 74: 1. การใช้คำจำแนกประเภทกว้างๆแล้วตามด้วยคำอธิบาย ประกอบ 1 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการบอกลักษณะรูปพรรณสัณฐาน 2 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ 3 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการบอกรูปพรรณลักษณะและหน้าที่ 4 คำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆขยายความด้วยการเปรียบเทียบSlide 75: 2 การใช้คำ ยืม 1 คำยืม borrowed word คำยืมเข้ามาผสมผสานกลมกลืนอยู่ในภาษาแปล 2 คำยืมหรือคำทับศัพท์ Loan wordSlide 76: คำยืมหรือคำทับศัพท์ Loan word มีวิธีใช้อยู่ 2 แบบ คือ 1 คำยืมจากภาษาอื่นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภาษาไทยแล้ว เป็นที่เข้าใจกัน ไม่จำเป็นต้องใช้คำอธิบายประกอบแต่อย่างไร 2 คำยืมที่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้ที่มิได้เรียนรู้ภาษาที่มาของคำยืมนั้นๆSlide 77: 2. คำยืมที่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้ที่มิได้เรียนรู้ภาษาที่มาของคำยืมนั้นๆ มี วิธีใช้อยู่ 3 แบบ 1 คำยืมที่ใช้ประกอบคำกับคำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆ ( generic word + loan word) 2 คำยืมที่ใช้ประกอบกับคำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆ และคำขยายความบอกลักษณะ ( loan word + generic word + description phrase(form) 3 คำยืมที่ใช้ประกอบกับคำจำแนกประเภทอย่างกว้างๆและคำขยายความบอกหน้าที่ หรือวัตถุสิ่งของ ( loan word + generic word + description phrase(function)Slide 78: 3. การแทนที่ด้วยสิ่งที่ปรากฏในวัฒนธรรมภาษาแปล กล่าว โดยสรุปผู้แปลควรใช้วิจารณญาณว่าเมื่อใดควรใช้วิธีการแปลแบบใด โดยพิจารณาจาก เนื้อหา รูปลักษณะ หน้าที่วัตถุประสงค์ เป็นหลัก ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น กลุ่มผู้รับสารนั้นเป็นกลุ่มผู้รับสารแบบใด อยู่ในสังคมแบบใด ข้อสังเกต 1 ผู้แปลควรเลือกวิธีการแก้ปัญหาแบบเดียวกันโดยตลอดการแปลเอกสารเดียวกัน 2 ผู้แปลควรพิจารณาถึงจุดเด่น จุดด้อยของแต่ละวิธีการด้วยSlide 79: ขอให้เรียนการแปลขั้นสูงอย่างมีความสุขนะคะ