download

Views:
 
Category: Entertainment
     
 

Presentation Description

No description available.

Comments

By: manojkumare (119 month(s) ago)

allow me to download

By: 235689 (135 month(s) ago)

[authorSTREAM id= 97252_633600892142500000 pl= player by= sofiasimao] ok muito bom

Presentation Transcript

Slide1: 

คำศัพท์ในธุรกิจการบิน

Airline Codes (รหัสสายการบิน) : 

Airline Codes (รหัสสายการบิน) รหัสสายการบินซึ่งแต่ละสายการบินจะมีรหัสสายการบินซึ่งจะไม่ซ้ำกัน ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวเลข 2 ตัว รหัสสายการบินจะต้องขอจาก IATA (International Air Transport Association) www.iata.org เช่น NW (Northwest Airlines), TG (Thai Airways), CX (Cathay Pacific Airlines), FD (Air Asia) ส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นรหัสสายการบินนี้ใช้กับการเรียกเที่ยวบินของแต่ละสายการบิน เช่น TG043 (สายการบินไทย เที่ยวบินที่ 043) เป็นต้น

Airport Codes (รหัสสนามบิน): 

Airport Codes (รหัสสนามบิน) แต่ละสนามบินจะมีรหัสนามบินเป็นของตัวเอง ซึ่งแต่ละสนามบินจะต้องใช้ไม่ซ้ำกัน รหัสสนามบินจะประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว ออกให้โดย International Standard Organization (ISO) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รหัสสนามบินจะใช้ในการจองตั๋วเครื่องบิน, ติดป้ายกระเป๋าเดินทาง, และการสื่อสารของวิทยุสื่อสารการบิน โดยทั่วไปเมืองที่มีสนามบินเพียงสนามบินเดียวจะใช้ชื่อสนามบินเป็นชื่อเดียวกันกับชื่อเมืองนั้นๆ แต่ในกรณีที่ภายใน 1 เมืองมีมากกว่า 1 สนามบิน แต่ละสนามบินก็จะมีชื่อสนามบินและรหัสสนามบินเป็นของตนเอง และต้องไม่ซ้ำกัน เช่น BKK (Bangkok International Airport), MAN (Manchester International Airport), NRT (Narita Airport), LAX (Los Angles International Airport)

Slide4: 

ผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินจากสนามบิน BKK= Bangkok International Airport ผู้โดยสารจะไปลงที่สนามบิน DXB= Dubai International Airport จากรูป: ป้ายติดกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสาร

Code sharing (การใช้เที่ยวบินร่วมกัน) : 

Code sharing (การใช้เที่ยวบินร่วมกัน) เป็นการใช้เครื่องบินร่วมกันระหว่างสายการบิน วิธีการนี้จะเป็นการขยายเส้นทางการบิน และความถี่ของเครื่องบินที่ออกเดินทาง และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในการเดินทางในกรณีที่สายการบินที่ผู้โดยสารต้องการเดินทางไม่ได้บริการในบางเส้นทาง ส่วนใหญ่จะมี Code sharing ระหว่างสายการบินที่เป็นพันธมิตรกัน

ตัวอย่าง Code Sharing: 

ตัวอย่าง Code Sharing นายวินิจต้องการเดินทางโดยสายการบินไทย (Thai Airways) ไปที่เมือง Stuttgart ประเทศเยอรมัน ซึ่งทางสายการบินไทยไม่มีเที่ยวบินดังกล่าวให้บริการ แต่เนื่องจากทางสายการบินไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรการบิน Star Alliance ที่มีสายการบิน Lufthansa สายการบินของประเทศเยอรมันเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ดังนั้นทางสายการบินไทยสามารถขายตั๋วเครื่องบินจากสนามบินดอนเมือง (Bangkok International Airport) ไปลงที่สนามบิน Stuttgart ประเทศเยอรมัน โดยนั่งสายการบินไทยไปลงที่สนามบิน Frankfurt ประเทศเยอรมัน แล้วต่อเครื่องบินของ Lufthansa ต่อไปยัง Stuttgart โดยนายวินิจทำการ Check-in กระเป๋าเพียงแค่ครั้งเดียวจากสนามบินดอนเมือง และรับกระเป๋าที่ Stuttgartจากปกติที่นายวินิจต้องทำการ Check-in 2 ครั้ง ถ้าทั้ง 2 สายการบินไม่มีการทำ Code Share จากตัวอย่างดังกล่าวสายการบินไทยทำ Code Share กับสายการบิน Lufthansa

Airline Policies (ข้อกำหนดของสายการบิน) : 

Airline Policies (ข้อกำหนดของสายการบิน) สายการบินต่างๆ จะมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะมีข้อกำหนด ดังนี้ Infants (ทารก) คำจำกัดความของทารกในการซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินคือ “บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี โดยนับจากวันที่ขึ้นเครื่องบิน” ซึ่งตั๋วเครื่องบินของเด็กทารกนี้จะไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียในอัตราที่ถูกกว่าผู้ใหญ่ เช่น 10% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่

Slide8: 

Child (เด็ก) คำจำกัดความของเด็กในการซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินคือ “บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี โดยนับจากวันที่ขึ้นเครื่องบิน” ซึ่งตั๋วเครื่องบินของเด็กนี้จะเสียในอัตราที่ถูกกว่าผู้ใหญ่ เช่น 50% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่

Slide9: 

Unaccompanied minors (การเดินทางตามลำพังของเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี) เด็กสามารถเดินทางโดยเครื่องบินตามลำพังได้ แต่มีข้อแม้ว่าเด็กคนนั้นต้องมีอายุมากกว่า 5 ปี ในกรณีที่เดินทางแบบไม่ต้องมีการเปลี่ยนเครื่องบิน (Direct flight) และต้องมีอายุมากกว่า 8 ปี ในกรณีที่เดินทางแบบต้องมีการเปลี่ยนเครื่องบิน (Connecting flight) โดยทั้งนี้ทางสายการบินจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเด็กเดินทางคนเดียวต่างหากจากค่าตั๋วเครื่องบิน เพราะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ

Slide10: 

Travel with pet (การนำสัตว์ขึ้นเครื่องบิน) ผู้โดยสารสามารถนำสัตว์เลี้ยงไปกับตนเองได้ ซึ่งทางสายการบินอนุญาตเฉพาะสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น เช่น สุนัข แมว กระรอก เป็นต้น ไปในเครื่องบินลำเดียวกับเจ้าของ แต่อยู่ในส่วนท้องเครื่องที่ไว้สำหรับเก็บกระเป๋าใบใหญ่ แต่ทั้งนี้เจ้าของต้องนำใบที่แสดงว่าสัตว์นั้นๆ ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจากสัตวแพทย์ ส่วนสัตว์ที่เป็นอันตรายหรือสัตว์ที่ตัวใหญ่มากจะไม่สามารถไปเครื่องบินลำเดียวกับเจ้าของได้ ต้องไปกับเครื่องบินบรรทุกสิ่งของโดยเฉพาะ (Air Cargo)

Slide11: 

Boarding passes (บัตรขึ้นเครื่องบิน) เป็นบัตรขึ้นเครื่องบินซึ่งจะได้หลังจากที่ผู้โดยสารทำการ Check-in แล้ว บัตรนี้จะแสดงรายละเอียดในการขึ้นเครื่องบิน เช่น สถานที่ปลายทาง, ประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate), เวลาขึ้นเครื่อง (Boarding time), แถวที่นั่ง และที่นั่งของผู้โดยสารคนนั้นๆ

Slide12: 

Reconfirm (การยืนยันการขึ้นเครื่องบิน) เป็นการโทรไปยืนยันกับสายการบินก่อนเวลาเครื่องบินออกเดินทาง 48 ชั่วโมง เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราจะเดินทางจริงๆ และเพื่อเป็นการเช็คกับทางสายการบินว่าไฟล์ที่เราจะเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว

Slide13: 

Baggage (การนำสัมภาระขึ้นเครื่องบิน) ผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระขึ้นเครื่องบินได้ตามที่สายการบินกำหนด โดยทั่วไปแล้วไม่เกิน 7 กิโลกรัม และต้องมีขนาดไม่เกิน 58x34x23 ซม. (กว้างxยาวxสูง) สำหรับกระเป๋าที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบิน และกระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องเครื่อง (Loaded baggage) ไม่เกิน 20 กิโลกรัม สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางชั้นประหยัด, 30 กิโลกรัมสำหรับผู้โดยสารเดินทางในชั้นธุรกิจกิจ (Business class) และ 40 กิโลกรัมสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางในชั้นหนึ่ง (First class)

Slide14: 

Frequent flyer program เป็นการสร้างความจงรักภักดีให้กับผู้โดยสารต่อสายการบิน โดยจะมีการสะสมไมล์เดินทาง เพื่อแลกของรางวัลจากทางสายการบิน เช่น ตั๋วฟรี, การเลื่อนระดับที่นั่งบนเครื่องบิน (Upgrade), แลกของรางวัลอื่นๆ เป็นต้น

Slide15: 

Wait-list (การเป็นตัวสำรองในการเดินทาง) จะเกิดขึ้นเมื่อไฟล์นั้นๆ เต็มแล้ว ดังนั้นก็จะต้องเข้าชื่อเป็นตัวสำรอง เพื่อที่ว่าเมื่อมีคนยกเลิกในเที่ยวบินนั้นๆ ตัวสำรองก็จะได้ที่นั่ง ทั้งนี้ตัวสำรองยังไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารจนกว่าจะได้ที่นั่งบนเครื่องบิน

Airline Operations (การดำเนินงานของสายการบิน) : 

Airline Operations (การดำเนินงานของสายการบิน) “Hub and spoke” principle แต่ละสายการบินจะเลือก Hub ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของสายการบินนั้นๆ ที่จะมีเส้นทางการบินมากมาย เพราะเป็นจุดเริ่มของการเดินทางของสายการบินนั้นๆ ส่วน Spoke คือเมืองที่อยู่รอบๆ Hub ซึ่งไฟล์จาก spoke ทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารมาที่ Hub เพื่อส่งต่อผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่องที่ Hub และเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ส่วนใหญ่แล้ว Hub ของสายการบินต่างๆ จะอยู่ที่ประเทศที่สายการบินนั้นถือกำเนิด และบางสายการบินมี Hub มากกว่า 1 เมือง เช่น สายการบินไทยมี Hub อยู่ที่สนามบินดอนเมือง, สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ มี Hub อยู่ที่สนามบินซางฮี, สายการบิน British Airways มี Hub อยู่ที่สนามบินฮีทโทร

Slide17: 

Hub Spoke จากรูป: แสดง Hub และ Spoke ของสายการบิน Aeroflot ซึ่งมี Hub อยู่ที่เมือง Moscow ประเทศรัสเซีย (www.aeroflot.com)

Slide18: 

Load factor เป็นความอัตราส่วนร้อยละสัมพันธ์ระหว่างจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินและจำนวนที่นั่งที่ขายได้ในไฟล์นั้นๆ ซึ่งสายการบินต่างๆ จะต้องมีการเก็บรวมรวมสถิติเอาไว้ว่าไฟล์นั้นๆ ได้รับความนิยมจากผู้โดยสารมากน้อยเพียงใด และอาจจะนำไปเปรียบเทียบกับสายการบินคู่แข่งได้อีกด้วย เช่น เครื่องบินไฟล์หนึ่งมีที่นั่งทั้งหมด 200 ที่นั่ง และมีคนนั่งจริงในไฟล์นั้นทั้งหมด 150 คน ดังนั้น Load factor จะเท่ากับ 75 % No-shows เป็นชื่อที่ใช้เรียกผู้โดยสารในกรณีที่ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วไม่มา Check-in ในวันที่จะขึ้นเครื่อง และผู้โดยสารคนนั้นไม่ได้โทรมายกเลิกกับทางสายการบินเลย ในกรณีนี้ทางผู้โดยสารจะต้องเสียค่าปรับให้กับทางสายการบิน

Slide19: 

Overbook เป็นการทำการจองที่นั่งบนเครื่องบินมากกว่าจำนวนที่นั่งที่มีอยู่จริงบนเครื่องบิน ซึ่งกรณีนี้จะนิยมใช้ในเส้นทางการบินระหว่างประเทศ เพราะจะมีพวก No-show และพวกผู้โดยสารที่ขอเปลี่ยนแปลงการเดินทางเมื่อใกล้ถึงวันเดินทาง ซึ่งทำให้สายการบินสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ ดังนั้นการทำ Overbook จึงเป็นการแก้ไขข้อเสียอันนี้ โดยสายการบินจะต้องมีการประมาณผู้โดยสารที่เป็น No-show และขอเปลี่ยนแปลงการเดินทาง ซึ่งอาจจะได้มาจากการเก็บสถิติเอาไว้ และทำ Overbook ตามจำนวนที่คาดการณ์เอาไว้ ในกรณีที่ทำ Overbook และผู้โดยสารมาครบทุกคน ทางสายการบินก็จะเลื่อนระดับที่นั่ง (Upgrade) ให้กับผู้โดยสารที่เกินจำนวนมา

Commercial aircraft: 

Commercial aircraft Cabin คือห้องผู้โดยสาร ซึ่งเครื่องบินแต่ละรุ่นจะมีจำนวนห้องผู้โดยสารไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความใหญ่ของเครื่องบิน แต่ละห้องผู้โดยสารจะถูกกั้นด้วยม่าน ห้องน้ำ หรือห้องเตรียมอาหาร

Slide21: 

เราสามารถแบ่งประเภทของเครื่องบินพาณิชย์ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Narrow-body aircraft เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีทางเดินผู้โดยสารเพียง 1 ทางเดิน ซึ่งอยู่ตรงกลางของเครื่องบิน Wide-body aircraft เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีทางเดินผู้โดยสาร 2 ทางเดิน ดังนั้นที่นั่งของผู้โดยสารจะแบ่งออกเป็น 3 แถว

Slide22: 

Wide-body Narrow-body

Slide23: 

Configuration เป็นแผนผังที่นั่งของเครื่องบิน ซึ่งจะแสดงรายละเอียดการวางที่นั่งในแต่ละแถว และแต่ละห้องผู้โดยสาร (Cabin)

Slide24: 

จากรูป: Configuration of Boeing 747-300 (www.cathaypacific.com)

Slide25: 

Pitch คือระยะห่างระหว่างที่นั่งบนเครื่องบิน หรือพื้นที่สำหรับวางขาของผู้โดยสาร ดังนั้นระยะห่างในแต่ละชั้น (Class) จะไม่เท่ากัน ระยะห่างระหว่างที่นั่งของที่นั่งชั้นหนึ่ง (First class) จะกว้างมากที่สุด รองลงมาก็คือชั้นธุรกิจ (Business class) และที่นั่งชั้นประหยัด (Economy class) ก็จะแคบมากที่สุด

Slide26: 

First class เป็นชั้นโดยสารบนเครื่องบินที่แพงที่สุด เพราะมีที่นั่งที่กว้างขวาง มีระยะห่าง ระหว่างที่นั่ง (Pitch) มาก และมีการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มที่ดีที่สุด และหลากหลาย

Slide27: 

Business class เป็นชั้นโดยสารบนเครื่องบินที่ดีรองลงมาจากชั้นหนึ่ง (First class) เช่น ระยะห่างระหว่างที่นั่งสั้นกว่า อาหารและเครื่องดื่มมีให้เลือกน้อยกว่า และมีราคาถูกกว่าชั้นหนึ่ง

Slide28: 

Economy Class or Coach Class เป็นที่นั่งชั้นประหยัด หรือชั้นนักท่องเที่ยว ที่นั่งจะเล็ก และระยะห่างระหว่างที่นั่งก็จะสั้น การให้บริการของพนักงานก็จะเป็นแบบมาตรฐาน อาหารและเครื่องดื่มจะมีให้เลือกไม่มาก

Slide29: 

Terminal (อาคารผู้โดยสาร) เป็นศูนย์กลางของสนามบิน เป็นที่ที่ผู้โดยสารมาทำการ Check-in และเดินไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate) ในแต่ละสนามบินสามารถมีได้มากกว่า 1 อาคารผู้โดยสาร ขึ้นอยู่กับว่ามีเครื่องบินมาใช้บริการมากน้อยเพียงใด เช่น สนามบินดอนเมืองมี 2 อาคารผู้โดยสาร, Heathrow Airport มี 3 อาคารผู้โดยสาร โดยแต่ละอาคารผู้โดยสารจะมีการกำหนดว่ามีสายการบินอะไรบ้างที่ให้บริการในอาคารผู้โดยสารนั้นๆ

Slide30: 

Concourse คือ ทางเดินเพื่อไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน (Gate)

Slide31: 

Gate ประตูขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินจะจอดรออยู่ ผู้โดยสารสามารถเช็คดูว่าต้องขึ้นเครื่องบินที่ประตูขึ้นเครื่องบินเบอร์อะไรได้ที่บัตรขึ้นเครื่องบิน (Boarding pass) หรือจากหน้าจอทีวีหรือคอมพิวเตอร์ที่ทางสนามบินแจ้งไว้

Slide32: 

Airline ticket counter เป็นที่ Check-in, เช็คกระเป๋าที่จะนำไปไว้ใต้ท้องเครื่องของผู้โดยสาร และทำการออกบัตรขึ้นเครื่องบิน Boarding pass ให้กับผู้โดยสาร โดยจะมีพนักงานของสายการบินคอยให้บริการ

Slide33: 

Jetways (งวงช้าง) เป็นทางเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารกับเครื่องบินเพื่อให้ผู้โดยสารเดินจากอาคารไปยังประตูขึ้นเครื่องบิน เพราะเครื่องบินไม่สามารถมาจอดชิดติดกับอาคารผู้โดยสารได้

Slide34: 

Tarmac บริเวณพื้นที่รอบๆ สนามบิน ส่วนใหญ่ใช้ในการจอดเครื่องบินในการจอดในหลุมจอดระยะไกล

Slide35: 

Taxiway (ลานวิ่งเครื่องบิน) ถนนเชื่อมระหว่างลู่วิ่งเครื่องบิน (Runway) กับ Tarmac ก่อนที่เครื่องบินจะวิ่งขึ้นเครื่องบินจะวิ่งจาก Tarmac ผ่าน Taxiway เพื่อไปยังลู่วิ่งเครื่องบิน (Runway) เพื่อเตรียมตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าต่อไป

authorStream Live Help